Saturday, June 14, 2014

สาระสำคัญของวิธีการหาความรู้แนวหลังโครงสร้างนิยม

           
           นักคิดและปัญญาชนที่ให้กำเนิดสกุลความคิดแบบหลังโครงสร้าง แม้ว่าพวกเขาจะไม่ยอมรับการติดป้ายชื่อว่าเป็นพวกนักคิดแบบหลังโครงสร้าง แต่พวกเขาก็ได้รับการติดป้ายชื่อไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนใหญ่ของนักคิดที่โดดเด่นเป็นชาวฝรั่งเศส และเป็นผลผลิตอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองของฝรั่งเศสครั้งสำคัญ เมื่อปี พ.ศ. 1968 สมัยประธานาธิบดี ชาร์ล เดอร์โกลซึ่งปกครองแบบเผด็จการ 

           ช่วงเวลานั้นได้มีการชุมนุมประท้วงสำคัญๆ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งส่งผลต่อนักคิดนักวิชาการฝรั่งเศส และจากความไม่พอใจจากสภาพสังคมการเมืองที่เป็นอยู่นำไปสู่การสร้างผลงานวิชาการชิ้นสำคัญๆ ที่ปรับเปลี่ยน ภูมิสถาปัตยกรรมทางปัญญา ชนิดสะเทือนวงการ เพราะไปทะลายวิธีคิดแบบ อภิปรัชญาที่เชื่อในเรื่อง การดำรงอยู่/การมีอยู่(being) อันเป็นวิธีคิดแบบตัดข้ามเวลา/สถานที่ เช่น ความคิดในเรื่อง อดีต/ปัจจุบัน/อนาคตแต่นักคิดในแนวหลังโครงสร้างมีแนวคิดที่แตกต่างออกไปในหลายๆ ประเด็น
            ประการแรก สกุลความคิดแบบหลังโครงสร้างต้องการปะทะกับวิธีคิดแบบคู่ตรงข้าม (binary opposition) อันมีรากฐานมาจากความเชื่อในการมีอยู่ เป็นอยู่ และดำรงอยู่ นำไปสู่การคิดแบบคู่ตรงข้ามของสรรพสิ่งมากมาย เช่น สูง-ต่ำ, ข้างนอก-ข้างใน, คนนอก-คนใน, ในประเทศ-ต่างประเทศ, ตัวตน-ความเป็นอื่น, เอกลักษณ์-ความแตกต่าง, จริง-เท็จ, สำเนา- ต้นฉบับ, เรื่องส่วนตัว-เรื่องสาธารณะ รวมถึงรูปสัญญะและความหมายสัญญะในกรณีของภาษาศาสตร์เชิงโครงสร้างของ แฟรดิน็อง 
เดอโซร์ซู สำหรับนักคิดแนวหลังโครงสร้างแล้วนั้น วิธีคิดแบบคู่ตรงข้ามเป็นวิธีคิดของการเก็บกด/ปิดกั้นไม่มีพื้นที่ให้กับความเฉพาะเจาะจง
            ประการที่สอง ความคิดก็ดี ทฤษฎีก็ดี ตัววิชาความรู้ก็ดี วิชาการก็ดี ล้วนแล้วแต่ไม่ได้มีความเป็นกลางแต่อย่างใด หากทว่ามันยังมีอำนาจของความรู้อยู่เต็มไปหมด ดังคำพูดของ   มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault, ค.ศ. 1962-1984) นักปรัชญาและทฤษฎีสังคมสกุลความคิดหลังโครงสร้างผู้ลือชื่อในงาน การสอดส่องควบคุมและลงฑัณฑ์: กำเนิดคุก(1975) ที่ว่า
            จำต้องยืนยันว่าอำนาจก่อให้เกิดความรู้, ว่าอำนาจกับความรู้มีนัยเกี่ยวพันสืบเนื่องซึ่งกันและกันโดยตรง, ว่าไม่มีความสัมพันธ์ทางอำนาจใดๆ ที่ไม่ประกอบส่วนสร้างสาขาวิชาความรู้ที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันหนึ่งๆ ขึ้นมา, และในทางกลับกันก็ไม่มีความรู้ใดที่ไม่ตั้งอยู่บนสมมติฐานของหรือประกอบส่วนสร้างขึ้นซึ่งความสัมพันธ์ทางอำนาจด้วยในเวลาเดียวกัน  ในแง่นี้ ความรู้ก็คืออำนาจที่ได้รับการซักฟอกจนขาวสะอาดและมันก็ปรากฏออกมาในรูปที่ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องของอำนาจ
            ประการที่สาม สกุลความคิดแบบหลังโครงสร้างไม่มีการแยกระหว่าง “subject” กับ “object” และเห็นว่าการแยกเป็นเพียงเรื่องของการทำงานของภาษา ตัวอย่างเช่น มนุษย์เมื่อไปยืนกลางถนน มนุษย์ก็กลายเป็นเพียง วัตถุกีดขวางทางจราจรและหากมนุษย์ผู้เดียวกันนี้ไปร่วมกัน เผาบ้านเผาเมืองเขาก็จะกลายเป็น ผู้ก่อการร้าย”  ในแง่นี้ จะเห็นได้ว่าความเข้าใจของสกุลความคิดแบบหลังโครงสร้างเกี่ยวกับมนุษย์มันจึงเป็นเพียงรอยย่น/รอยยับของการรับรู้ของยุคสมัยหรือของหน้าประวัติศาสตร์เท่านั้น
            ประการที่สี่ สกุลความคิดแบบหลังโครงสร้างไม่เชื่อในจุดนิ่งๆ (fixpoint) ไม่เชื่อในจุดกำเนิด (origin) ปฏิเสธความจริง และเห็นว่าความจริงเป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้นมา และตั้งข้อสงสัยกับเรื่องเหล่านี้ อีกทั้งยังโต้แย้งว่าทั้งหมดนี้ก็แค่ผลผลิตที่มาจากความรู้ความเข้าใจแบบหนึ่งๆ ซึ่งเอาข้าจริงๆ แล้วก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นจริงเหนือกว่าความจริงแบบอื่นๆ ตรงไหน อย่างไร
สกุลความคิดแบบหลังโครงสร้างเชื่อในเรื่องของกระบวนการในการสร้างความหมาย สนใจกระบวนการในการสร้างความหมายในตัวบท (text) ผ่านกระบวนการในการทำงานของตัวบท อีกทั้งยังเป็นวิธีการศึกษาที่ไม่เชื่อในเรื่องของความลึกของตัวบทอย่างศาสตร์การตีความ แต่เชื่อว่าทุกอย่างปรากฏอยู่ที่ผิวหน้า (text as text) ที่แสดงออกมาในรูปของภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรม (discursive practice) เน้นเรื่องความเบา และการสลายเส้นแบ่งเพื่อตัดข้ามเส้นแบ่งใหม่ เช่น การศึกษาในแบบลักษณะคนไข้จิตเภทที่ไม่ติดกรอบกฎเกณฑ์ใดๆ
           ประการที่ห้า วิธีการหาความรู้แนวหลังโครงสร้างนิยมมุ่งสร้างผลกระทบเชิงตัวบท (textual effect) หมายความว่า ทุกครั้งที่เราอ่านตัวบทจบมันได้เปลี่ยนความรู้และการรับรู้ของตัวเราในลักษณะ ปะทะ(encounter) อย่างในงานศึกษาภาพยนตร์เล่มที่ 2 ของเดอเลิซ กล่าวคือ บังคับให้คนดูต้องคิดอย่างหนัก และเราจะกลายเป็นคนอื่นไปหลังจากดูจบ เรียกได้ว่า มันบังคับให้เราคิดถึงอย่างอื่น เกิดภาพในความคิดหรือ ภาพลักษณ์ของความคิด (the image of thought) อย่างการชมภาพยนตร์สงครามแล้วมีนัยประหวัดคิดไปถึงภาพของสันติภาพและสันติสุข เป็นต้น

ผู้ที่สนใจอยากค้นคว้าเพิ่มเติม หาอ่านได้จากบทความชิ้นนี้

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์. 2544. โพสท์โมเดิร์นคืออะไร: จากปฏิกิริยาแบบมาร์กซ์สู่การเมืองแบบปฏิบัตินิยม ทฤษฎีและความรู้ในยุคโลกาภวัตน์. กรุงเทพฯ: สถาบันวิถีทรรศน์. หน้า 169-170. 

Friday, June 13, 2014

เพื่อนก็ส่วนเพื่อน ความคิดก็ส่วนความคิด

ข้อเขียนนี้ ผมเขียนขึ้นจากสาเหตุของความอึดอัดนับตั้งแต่ถกเถียงกับเพื่อนๆ ในประเด็นทางการเมือง
โดยเพื่อนๆ เอาความเป็นเพื่อนมาปะปนกับความคิดที่เราถกเถียงกัน จนเพื่อนๆ ต่อว่าผมว่า "ทำไมถึงพูดแรงเกินไปกับเพื่อนได้ขนาดนั้น"

ผมอยากจะชี้แจงอีกครั้ง อันที่จริงก็ชี้แจงไปแล้วในเฟสบุ๊คส่วนตัว

ประเด็นของผมก็คือ

เพื่อนก็ส่วนเพื่อน ความคิดก็ส่วนความคิด ผมแยก 2 เรื่องนี้ออกจากกัน ไม่เอามาเกี่ยวกัน

เมื่อเราถกเถียงกันในประเด็นทางการเมืองในเรื่องใดๆ ก็แล้วแต่ ผมไม่เอาความเป็นเพื่อนมาปะปน

แต่ผมจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนั้นๆ อย่างตรงไปตรงมา ไม่สนหน้าอินทร์ หน้าพรหมใดๆ หรือว่าเป็นใคร
ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือชาย (ไม่สนว่าใครพูด แต่ดูว่าเขาพูดอะไรเป็นหลัก) ผมไม่เอาเรื่องนี้มาคำนึงถึง แต่สนใจที่ "วิธีคิด" และวิพากษ์วิจารณ์วิธีคิดหรือความคิดของเขาผู้นั้นเป็นหลัก ส่วนใครจะรู้สึกอย่างไรผมก็ไม่สนใจ ถ้าไม่เห็นด้วยก็ขอให้เถียงกลับมาด้วยเหตุด้วยผล ด้วยใจที่เปิดกว้าง (open mind) ผมพร้อมที่จะรับฟัง

แต่อย่าเอาความเป็นเพื่อน ความเป็นเพศหญิง หรือลักษณะความสัมพันธ์อย่างอื่นมาอ้างเพื่อลบล้างข้อถกเถียง

ถ้าแยก 2 เรื่องนี้ไม่ได้ หรือเอามาปะปนกันในการถกเถียง เรื่องมันจะจบลงชนิดที่ผิดใจกันเปล่าๆ

ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันก็จะเสียไป และผมไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น

จึงขอเรียนชี้แจงไว้ ณ ที่นี้

ไม่มีผลประโยชน์ใดในโลกนี้ที่บริสุทธิ์ปราศจากสิ่งแอบแฝง


"พูดน้อยก็ไม่ได้ พูดยาวก็ไม่ได้ ไม่อธิบายก็ไม่ได้ พูดไปแล้วก็หาจุดผิดของผมมาตี คนไทยเป็นอะไร สมองเสียไปข้างหนึ่ง หรืออย่างไร อันนี้โมโหจริง พยายามคิดและเหน็ดเหนื่อยกันทุกคน เพราะทำเพื่อบ้านเมือง จะผิดหรือถูก ผมรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวอยู่แล้ว และวันนี้ผมลาก ผบ.เหล่าทัพ มารับผิดชอบกับผมด้วยทั้งหมด แล้วถามว่า ผมได้อะไร ในเมื่อเงินก็ไม่อยากได้ อำนาจก็อยากใช้น้อยๆ และอยู่ก็ไม่นาน แค่ 10 วัน ผมก็เบื่อแล้ว"

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ผู้บัญชาการทหารบก 
ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ที่มา: 
ไทยรัฐออนไลน์. (13 มิถุนายน 2557). http://www.thairath.co.th/content/429350

















รวมข้อเขียนสั้นๆ ทางการเมืองและเรื่องทั่วไป



  • ณ จุดๆ นี้ (รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557)
    เผด็จการรัฐสภาดูเป็นเรื่องขี้หมาไปสิ้น
    เมื่อเทียบกับเผด็จการทหาร
    เพราะแบบแรก ยังอยู่ภายใต้การตรวจสอบและการวิพากษ์วิจารณ์ แต่แบบหลังตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ ห่าอะไรไม่ได้เลย
 vs 

  • "ผู้ใดควบคุมอดีต ผู้นั้นย่อมควบคุมอนาคต: ผู้ใดควบคุมปัจจุบัน ผู้นั้นคือผู้ควบคุมอดีต" - จอร์จ ออร์เวลล์, 1984

    คำถาม: แล้วตอนนี้ เมืองไทยใครกำลังควบคุมปัจจุบัน?
  • อย่าคิดว่า เผด็จการมีอยู่แบบเดียวเหมือนอย่างเกาหลีเหนือ สีรุ้งยังมีหลายเฉด เผด็จการก็เหมือนกัน
  • ความรุนแรงสามารถเกิดขึ้นจากการกระทำของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งมีได้ 3 ระดับ คือ 
    1) ระดับกายภาพ เช่น การทำร้าย การฆ่ากัน 
    2) ระดับโครงสร้าง และ 
    3) ระดับวัฒนธรรม 

    การยึดอำนาจจัดเป็นอยู่ในความรุนแรงระดับที่สองซึ่งกระทบสังคมโดยรวมอย่างร้ายกาจ เพราะทำให้การทำร้ายและการฆ่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฏหมาย การให้ความชอบธรรมกับการยึดอำนาจเป็นความรุนแรงระดับที่สาม ที่ทำให้ความรุนแรงระดับที่สองลงหลักมั่นคง
  • ประชาธิปไตยมีอยู่ด้วยกันอย่างน้อย 3 ระดับ คือ 
    ระดับชาติ 
    ระดับท้องถิ่น และ
    ระดับชีวิตประจำวันซึ่งเป็นเรื่องทางวัฒนธรรม

    หากเขายึดประชาธิปไตยระดับชาติและระดับท้องถิ่นไป
    ไยต้องให้เขายึดประชาธิปไตยในพื้นที่ระดับชีวิตประจำวันด้วยเล่า?
  • กาลครั้งหนึ่ง ผู้คนเคยเชื่อกันว่า โลกแบนเป็นเรื่องที่ถูกต้องเป็นสัจธรรม
    แล้วเราจะแน่ใจได้อย่างไร? ว่า 
    ครั้งนี้ การรัฐประหารยึดอำนาจเป็นสิ่งที่ถูกต้องเป็นสัจธรรมด้วยเช่นกัน
  • เสรีภาพ คือ 
    เสรีภาพที่จะพูดว่าสองบวกสองเป็นสี่ 
    ถ้าทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ อย่างอื่นจะตามมา
  • เสรีภาพ: ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก
  • จะเรียนจบปริญญาเอกหรือเรียนไม่จบก็ช่างเถิด มันก็แค่วุฒิ เป็นเรื่องสมมติของโลก แต่อย่าหยุดที่จะเปิดใจเรียนรู้ คนจำนวนมากแม้ไม่มีวุฒิปริญญาใดๆ แต่ความคิดยิ่งใหญ่กว่าปริญญาก็มีให้เห็นอยู่มากมายตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
  • คนที่ไม่เปิดใจเรียนรู้อะไรเลยก็คือคนที่ตายแล้วทั้งๆ ที่มีชีวิตอยู่
  • เป็นเรื่องธรรมดาในทุกๆ สังคมมนุษย์ที่ย่อมมีกระแสคิดอย่างน้อย 2 กระแสที่ขับเคี่ยวแข่งขันกัน นั่นคือ (1) กระแสหลัก เช่น อนุรักษนิยม และ (2) กระแสรอง เช่น เสรีนิยม

    แต่ก็ใช่ว่ากระแสหลักจะเป็นเรื่องที่ถูกเสมอไป และกระแสรองเป็นเรื่องที่ผิดตลอดกาล

    หลายกรณีในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ได้ชี้ให้เห็นมานักต่อนักแล้วว่

    กระแสหลักเป็นเรื่องที่ผิด ขณะที่กระแสรองเป็นเรื่องที่ถูก

    กระแสหลักที่ผู้คนสนับสนุนจำนวนมากต่างเคยเชื่อกันว่าโลกแบน, โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล พระอาทิตย์นั้นหมุนรอบโลก, พระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ ต่างได้รับการพิสูจน์จากพวกกระแสรอง (ซึ่งประกอบด้วยคนเพียงไม่กี่คน) แล้วว่าเป็นเรื่องที่ผิดทั้งเพ โลกไม่ได้แบน โลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล โลกต่างหากที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ และมนุษย์นั้นถือกำเนิดมาจากวานรอันเปล่าเปลือย

    พึงจดจำไว้เถิดว่า
    การถูกอกถูกใจของคนจำนวนมาก ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องเสมอไป
  • คำว่า free (อิสระ, ปลอด) คำคำนี้ยังคงมีอยู่ในสังคมไทยต่อไป แต่ใช้ได้เฉพาะในประโยค เช่น สุนัขตัวนี้ปลอดเห็บ หรือ สนามนี้ปลอดวัชพืช ทว่าจะใช้ในความหมายของ 'อิสระทางการเมือง' หรือ 'อิสระทางความคิด' อย่างที่เคยใช้ไม่ได้เสียแล้วอะนะ
  • "I was living in the Age of Enlightenment…the age itself was not enlightened." (ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ในยุคเรืองปัญญา...แต่ยุคดังกล่าวนี้เองกลับไม่รู้แจ้งทางปัญญาแต่อย่างใด) -- Immanuel Kant (ค.ศ. 1724-1804)

Thursday, June 12, 2014

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

ใครก็แล้วแต่ ที่ติดตามข้อเขียนผมอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะผ่านช่องทางไหนก็แล้วแต่ จะสังเกตได้ว่า ผมมุ่งนำเสนอความรู้ด้านต่างๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ทางการเมืองเป็นสำคัญ ทั้งที่โพสต์จากภาพถ่ายบ้าง อ้างข้อความจากหนังสือบ้าง เขียนเองบ้าง หรือลิงก์เอาบ้าง ดังตัวอย่างข้างล่างนี้



ที่มา: 
http://asiapacific.anu.edu.au/newmandala/wp-content/uploads/2013/12/Why-democracy-struggles-Farrelly.pdf

สำหรับจุดยืนของผมนั้น บอกไว้เลยนะครับ ผมสนับสนุนประชาธิปไตย และต่อต้านเผด็จการ 

โดยส่วนตัว ผมไม่เชื่อว่ามีประชาธิปไตยที่ไหนในโลกนี้ที่สมบูรณ์ ไม่มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่ผมเห็นว่าประชาธิปไตยเป็นกระบวนการที่ไม่สิ้นสุด (a never-ending process) ตราบจนสิ้นชีวิตกันไป คุณค่าของมันอยู่ที่เชื่อในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ยืนยันว่าอำนาจนั้นอยู่ที่ตัวเราในฐานะประชาชนคนหนึ่ง (We, the people) ไม่ใช่อยู่ที่ผู้ปกครองคนใด

ถ้าท่านสนับสนุนเผด็จการก็เท่ากับปฏิเสธศักดิ์ศรีและอำนาจที่มีอยู่กับตัว แต่ยกสิ่งเหล่านั้นให้กับคนอื่นไป

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

Wednesday, June 11, 2014

มากซีมีเลียง รอแบสปีแยร์ (Maximilien Robespierre)

มากซีมีเลียง รอแบสปีแยร์ (Maximilien Robespierre, ค.ศ. ๑๗๕๘-๑๗๙๔) เป็นผู้นำคนหนึ่งในการปฏิวัติฝรั่งเศส ด้วยการอ้างถึงความชอบธรรมในการรักษาอุดมคติแห่งรัฐ เขาได้ส่งตัวฝ่ายตรงข้ามจำนวนหลายพันคนเข้าสู่กิโยตินท่ามกลางกระแสฆ่าล้างทางการเมืองครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อยุคสมัยแห่งความน่าสะพึงกลัว ความรุนแรงครั้งใหญ่ในฝรั่งเศสนี้จบลงได้ด้วยการที่รอแบสปีแยร์ถูกจับและถูกประหารชีวิตในฤดูร้อนปี ค.ศ. ๑๗๙๔



รอแบสปีแยร์ไม่สะทกสะท้านใดๆ กับความวุ่นวายปั่นป่วนที่เขาเป็นผู้ก่อขึ้น "แท้จริงแล้ว ความน่าสะพึงกลัวก็เป็นเพียงความยุติธรรมที่ฉับไว รุนแรง และตรงไปตรงมา"

รอแบสปีแยร์เกิดที่เมืองอาร์ราส ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส เขาเป็นนักเรียนที่มีพรสวรรค์ และประทับใจเป็นพิเศษกับแนวคิดปรัชญาแบบปัจเจกนิยมของฌอง-ฌาค รุสโซ (Jean Jacques Rousseau, ค.ศ. ๑๗๑๒-๑๗๗๘) ที่เขาได้อ่านตั้งแต่สมัยวัยรุ่น รอแบสปีแยร์ได้รับเลือกตั้งเข้าสู่สภาส่วนภูมิภาคในขณะที่เขาอายุเพียงยี่สิบเศษๆ ในปี ค.ศ. ๑๗๘๘ ขณะนั้นสถานะทางการเงินของฝรั่งเศสย่ำแย่ลงทุกขณะ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ (ค.ศ. ๑๗๕๔-๑๗๙๓) จำเป็นต้องเรียกประชุมสภาฐานันดรแห่งชาติเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๖๑๔ ในขณะนั้น ด้วยวัยเพียง ๓๐ ปี รอแบสปีแยร์ก็ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนจากเมืองอาร์ราสในการประชุมครั้งดังกล่าว

แต่การประชุมสภาก็ไม่สามารถบรรเทาความคับข้องใจของประชาชนที่มีต่อกษัตริย์ฝรั่งเศสในสมัยนั้นลงได้ การปฏิวัติฝรั่งเศสจึงเริ่มต้นขึ้นในวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๗๘๙ ด้วยการที่ประชาชนบุกเข้ายึดคุกบาสตีย์ ในคณะรัฐบาลที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นจากการปฏิวัตินั้น รอแบสปีแยร์โดดเด่นขึ้นมาในฐานะสมาชิกคนสำคัญของกลุ่มจาโคแบง ซึ่งเป็นกลุ่มซ้ายจัดในรัฐสภาในการประชุมรัฐสภา เขาได้เรียกร้องสิทธิอันเท่าเทียมกันในการเลือกตั้ง เสรีภาพในการนับถือศาสนา และการปฏิรูปกองทัพ

ในปี ค.ศ. ๑๗๙๒ รอแบสปีแยร์สนับสนุนให้มีการประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ ปีถัดมา เขาก็ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมาธิการว่าด้วยเรื่องความปลอดภัยสาธารณะ ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อหยุดยั้งความไม่สงบและจลาจลที่เกิดขึ้นทั่วฝรั่งเศสจากการปฏิวัติ แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงหนึ่งเสียงจากสมาชิกจำนวน ๑๒ เสียงในคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าว แต่เขาก็ได้กลายเป็นหัวหน้าอย่างไม่เป็นทางการของคณะกรรมาธิการชุดนี้ และใช้ตำแหน่งของตนเองสั่งการให้เกิดความน่าสะพึงกลัวในครั้งนั้น

ชายและหญิงจำนวนหลายหมื่นคน ซึ่งรวมไปถึงมารี อองตัวแนตต์ (ค.ศ. ๑๗๕๕-๑๗๙๓) พระราชินีองค์ก่อนก็ถูกสังหารในช่วงยุคสมัยแห่งความน่าสะพึงกลัวนี้ด้วยข้อหาเล็กๆ น้อยๆ อย่างกักตุนธัญพืชหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล รอแบสปีแยร์เชื่่อว่าฝรั่งเศสตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นรุนแรงเพื่อปกป้องผลดีที่ได้รับจากการปฏิวัติ อย่างไรก็ตาม ในฤดูร้อนปีถัดมา อดีตพันธมิตรของเขาก็ไม่อาจทนได้อีกต่อไป รอแบสปีแยร์ถูกโค่นล้มอำนาจในการปฏิวัติที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๗๙๔ และถูกประหารชีวิตด้วยกิโยตินในสองวันต่อมา เขามีอายุได้ ๓๖ ปี

ข้อมูลเพิ่มเติม
๑. รอแบสปีแยร์ได้รับฉายาว่า I'Incorruptible หรือ "ผู้ที่ไม่สามารถติดสินบนได้" จากชื่อเสียงที่เป็นที่รู้จักกันไปทั่วว่าเป็นคนที่ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ซื่อสัตย์ และมุ่งมั่นอุทิศตนต่อการปฏิวัติ

๒. ส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมขนานใหญ่ในยุคหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสคือ การที่คณะปฏิวัติสร้างปฏิทินขึ้นใหม่ โดยกำหนดให้ปี ค.ศ. ๑๗๙๒ ซึ่งเป็นปีที่ระบอบกษัตริย์ล่มสลาย เป็นปีที่หนึ่งแห่งยุคสมัยใหม่

๓. รอแบสปีแยร์เริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองในปี ค.ศ. ๑๗๘๘ ในฐานะผู้แทนจากฐานันดรที่สามในสภาฐานันดรแห่งฝรั่งเศส ภายใต้ระบอบกษัตริย์ ประชาชนในฝรั่งเศสถูกแบ่งออกเป็นสามฐานันดร ฐานันดรที่หนึ่งคือเหล่านักบวช ฐานันดรที่สองประกอบด้วยขุนนางทั้งหลาย และฐานันดรที่สามคือคนอื่นๆ ที่เหลืออยู่ทั้งหมด

Monday, June 2, 2014

การวิพากษ์วิจารณ์

เนื้อหาต่อไปนี้ ผมคัดมาจากข้อเขียนเรื่อง "อำนาจกับการขบถ" ของ ธงชัย วินิจจะกูล ซึ่งปรากฏอยู่ในส่วนท้ายของนวนิยาย เรื่อง "หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่" (1984) ของ  George Orwell (2555, พิมพ์ครั้งที่ 3 สำนักพิมพ์สมมติ)

ธงชัย วินิจจะกูลได้ตั้งคำถามและเสนอคำตอบไว้อย่างน่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์ ดังนี้

อะไรคือกุญแจของปัจเจกภาพ ความเป็นตัวของตัวเอง?
อะไรคือยาขนานเอกเพื่อขัดขวางต่อสู้อำนาจเผด็จการของสังคม
ที่เน้นองค์รวมและความจงรักภักดีของจักรเฟือง?



ตอบ: 'การวิจารณ์' (criticism)
หากไม่มีการวิจารณ์และจิตใจวิพากษ์วิจารณ์ย่อมไม่มีทาง
พัฒนาปัจเจกภาพขึ้นมา เพราะไม่มีทางพัฒนาปัญญาที่เป็นอิสระ
เป็นตัวของตัวเอง

ความรู้ข่าวสารที่มีมากมายล้นหลามในขณะนี้โดยตัวมันเอง
ไม่ใช่ทางออกสู่แสงสว่างทางปัญญา เพราะเปรียบเหมือนการมี
ห้องสมุดขนาดใหญ่อยู่ในบ้าน แต่กลับไม่สามารถจัดการกับ
แหล่งความรู้ท่วมหัวดังกล่าวได้ เพราะไม่รู้จักการวิจารณ์เพื่อ
จำแนก หรือรู้จักใช้ข่าวสารข้อมูลอย่างเหมาะสมและเป็นนายของ
ข้อมูล ปัญหาของสังคมที่อุดมไปด้วย Newspeak, Minitrue และ
การควบคุมบงการความคิด ไม่ว่าจะโดยรัฐหรือโดยสาธารณชน
ไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนข้อมูลข่าวสาร แต่อยู่ที่การขาดแคลน
ประชาชนที่มีคุณภาพ รู้จักวิจารณ์อย่างเป็นตัวของตัวเอง คุณภาพ
ดังกล่าวไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร เพราะสังคมนั้นๆ กลัว
ปัจเจกภาพ กลัวการแตกแถว จึงกดปราบความเป็นตัวของตัวเอง
แต่กลับเน้นความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เน้นการประสาน
กลมกลืนกับองค์รวมแทน

ปัจเจกภาพจึงเป็นอันตรายต่อสังคมที่เรียกร้องการขึ้นต่อ
องค์รวม กลายเป็นความไม่สามัคคี ก่อความแตกแยก ละเมิด
ประเพณีศีลธรรมอันดีงาม ไม่กตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษที่วาง
ขนบธรรมเนียมมาเป็นเวลานาน เป็นต้น การเรียกร้องให้ขึ้นต่อ
องค์รวมจึงสามารถบั่นทอนทำลายปัจเจกภาพ ความเป็นตัวของ
ตัวเอง ทำลายความคิดสร้างสรรค์ จิตใจวิพากษ์วิจารณ์ และ
วิญญาณขบถ