เพิ่งอ่านหนังสือออกใหม่ของ
ศาสตราจารย์ ดร.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร
ท่านเขียนไว้อย่างน่าสนใจ
จึงอยากจะเอาส่วนที่น่าสนใจลงให้อ่านกัน
เผื่อใครสนใจและมีเงินพอก็หาซื้อมาอ่านกันได้
หนังสือชื่อ 'อำนาจไร้พรมแดน' (Power Unbound)
สำนักพิมพ์วิภาษา (เนื้อหาคัดลอกมาจากหน้า 114-115)
......................
ในยุคของโทรศัพท์พื้นฐานหรือโทรศัพท์ตั้งโต๊ะ
เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำหน้าที่เป็นมนต์สะกด
ให้เราต้องหยุดทำกิจกรรมทุกอย่างที่ทำอยู่
แล้วรีบไปรับโทรศัพท์
....................
ในยุคของโทรศัพท์มือถือรุ่นฉลาดในปัจจุบัน
เราไม่ต้องเดินอีกต่อไป แต่เราใช้การก้มหน้าแทน
ทุกวันนี้ เราถูกทำให้กลายเป็นมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ นั่นคือ
มนุษย์ก้มหน้า วันๆ เราไม่ทำอะไรมากไปกว่า
การก้มหน้าดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือ
ไม่ว่าจะเป็นการดู facebook, twitter, line, email,
เล่นเกมออนไลน์อย่างโปเกมอนโก (Pokemon Go)
หรือท่องอินเทอร์เน็ตเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ
....................
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จะทำอะไร จะกินอะไร จะรู้สึกอย่างไร
ต้องตั้งสถานะให้รู้กันบนโลกออนไลน์
ทุกวันนี้ มนุษย์มีลักษณะลุ่มหลงกับตัวเองสูง (narcissus)
นอกจากประกาศสถานะของตัวเองบนโลกออนไลน์แล้ว
ยังเฝ้านับจำนวน "ชอบ" สถานะของตัวเองว่ามีเท่าใด
..................
ความสุขหรือความทุกข์ขึ้นกับจำนวน like ที่มีการกด share กัน
จึงเป็นโลกที่มีความฉาบฉวยเพิ่มขึ้น แตกตื่นง่ายขึ้น (viral)
ท่ามกลางความสลับซับซ้อนของข้อมูลข่าวสาร
ที่ล้นเกินกว่าที่จะสามารถย่อยสลายได้ในเวลาสั้นๆ
บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ
Wednesday, April 4, 2018
เล่าเรื่องย่อประวัติศาสตร์สมัยพระนารายณ์
เล่าเรื่องย่อประวัติศาสตร์สมัยพระนารายณ์
-เรียบเรียงจาก ประวัติศาสตร์ไทยฉบับสังเขป เขียนโดย David K. Wyatt-
................
ก่อนสมัยพระนารายณ์มีกษัตริย์ 3 พระองค์ ได้แก่
(1) พระเจ้าปราสาททอง (2) เจ้าฟ้าไชย และ (3) พระศรีสุธรรมราชา
................
พระเจ้าปราสาททอง หมายถึง พระมหากษัตริย์แห่งพระราชวังที่เป็นทอง ทรงครองราชย์ 27 ปี หลังจากพระองค์สวรรคต (สิงหาคม พ.ศ.2199) ได้เกิดการชิงอำนาจ
..................
ระหว่าง พ.ศ. 2171-72 ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ก็ได้มีการแย่งกันขึ้นครองราชย์ที่กรุงศรีอยุธยา "เจ้าฟ้าไชย" พระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าปราสาททอง ทรงนำทหารถืออาวุธเข้ายึดราชบัลลังก์ และขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเจ้าปราสาททอง
...................
ต่อจากนั้น พระอนุชาของเจ้าฟ้าไชยคือ เจ้าฟ้านารายณ์ ก็ยึดอำนาจและถอดเจ้าฟ้าไชยออกจากความเป็นกษัตริย์โดยสถาปนาพระอนุชาของพระเจ้าปราสาทอง คือ "พระศรีสุธรรมราชา" ขึ้นครองราชย์แทน
...................
แต่ในที่สุด แทบจะไม่ถึง 20 สัปดาห์ต่อมา เจ้าฟ้านารายณ์ซึ่งต่อมาคือสมเด็จพระนารายณ์ก็ได้ชิงราชสมบัติจากพระศรีสุธรรมราชาและสถาปนาพระองค์เองขึ้นเป็นกษัตริย์ในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2199 ด้วยพระชนมายุได้ 25 พรรษา
..................
หมายเหตุ:
สมเด็จพระนารายณ์สวรรคตเมื่อ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2231
รวมปีรัชกาลได้ 32 ปี (หรือ 31 ปี 9 เดือน กับอีก 2 วัน)
....................................
ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2231 พระนารายณ์ประชวรหนักใกล้สวรรคต ผู้มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ก็คือ พระอนุชา 2 พระองค์ คือ (1) เจ้าฟ้าอภัยทศ และ (2) เจ้าฟ้าน้อย และบุตรบุญธรรมอีกคนหนึ่ง คือ หม่อมปีย์ ส่วนพระเพทราชา ผู้ที่ได้ครองบัลลังก์จากการยึดอำนาจในเวลาต่อมานั้น มีความสัมพันธ์กับพระนารายณ์ในแง่ที่ว่า มารดาของพระองค์ได้เป็นแม่นมของพระนารายณ์ พระเพทราชากับพระนารายณ์ถูกเลี้ยงดูมาด้วยกัน พระเพทราชานั้นมีกำเนิดมาจากบ้านนอก คือ หมู่บ้านพลูหลวงในเมืองสุพรรณบุรี พระเพทราชาแสดงตัวออกมาชัดเจนว่าเป็นผู้นำขุนนางที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับคอนสแตนติน ฟอนคอน (พ.ศ. 2190-2231) ผู้ที่พระนารายณ์โปรดปราน
....................................
พระเพทราชา และลูกชาย (หลวงสรศักดิ์ ต่อมาคือ 'พระเจ้าเสือ' เกิดจากหญิงที่พระนารายณ์ยกให้พระเพทราชาเมื่อครั้งกลับจากตีเมืองเชียงใหม่) สมคบกับขุนนางชั้นผู้นำเกลี้ยกล่อมพระนารายณ์ซึ่งกำลังประชวรใกล้สวรรคตให้ตั้งพระเพทราชาเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ครั้นได้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนแล้ว พระเพทราชาจึงสังหารหม่อมปีย์บุตรบุญธรรมของพระนารายณ์ โดยอ้างว่าหม่อมปีย์เป็นผู้ทูลใส่ร้ายเจ้าฟ้าอภัยทศ และเจ้าฟ้าน้อยว่ามีส่วนพัวพันกับการกบฏของแขกมักสัน (พ.ศ.2229) ด้วยหวังจะได้ราชสมบัติ ต่อมาพระเพทราชาก็ได้จับกุมฟอลคอนในข้อหากบฏ และประหารชีวิตฟอลคอนทันทีในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2231 ตอน 4 ทุ่ม (เมื่อฟอลคอนถูกนำตัวไปประหารชีวิตนั้น เขามีอายุเพียง 40 ปี และได้รับตำแหน่งสมุหนายก เป็น 'ออกญาวิไชเยนทร์' ได้เพียง 7 เดือน)
....................................
เดือนต่อมาหลังจากที่พระนารายณ์สวรรคตในวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2231
หลวงสรศักดิ์ ก็สังหารเจ้าฟ้าอภัยทศและเจ้าฟ้าน้อย ขณะที่พระเพทราชาได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระนารายณ์
....................................
นอกจากหลวงสรศักดิ์แล้ว พระเพทราชาทรงมีราชโอรสอีก 2 องค์ ที่ประสูติแต่พระมเหสีทั้งสอง คือ (1) 'เจ้าพระขวัญ' และ (2) 'ตรัสน้อย' (บุตรของพระราชธิดาของพระนารายณ์) เมื่อพระเพทราชาประชวรในต้นปี พ.ศ. 2246 หลวงสรศักดิ์ เกรงว่าโอรสทั้งสองอาจจะได้ครองราชย์ต่อจากกษัตริย์แทนตนเองจึงรีบจัดการฆ่าพระขวัญเสีย
...................................
พระเพทราชาพิโรธอย่างมาก และตรัสจากในพระแท่นก่อนที่จะสวรรคตว่า ทรงยกราชบัลลังก์ให้หลานของพระองค์นามว่า 'เจ้าฟ้าพิชัยสุรินทร์' ขึ้นครองราชย์ต่อ แต่เจ้าฟ้าพระองค์นี้ไม่กล้าพอที่จะรับ จึงยกบัลลังก์ให้หลวงสรศักดิ์ซึ่งขึ้นครองราชย์แทน ทรงพระนามว่า 'พระสุริเยนทราธิบดี' แต่เป็นที่รู้จักกันดีในนามของ "พระเจ้าเสือ" ซึ่งพระนามนี้สะท้อนความโหดร้ายและความกระหายเลือดที่ได้ทรงกระทำมาตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมาเพื่อจะได้ขึ้นครองราชย์...เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
-เรียบเรียงจาก ประวัติศาสตร์ไทยฉบับสังเขป เขียนโดย David K. Wyatt-
................
ก่อนสมัยพระนารายณ์มีกษัตริย์ 3 พระองค์ ได้แก่
(1) พระเจ้าปราสาททอง (2) เจ้าฟ้าไชย และ (3) พระศรีสุธรรมราชา
................
พระเจ้าปราสาททอง หมายถึง พระมหากษัตริย์แห่งพระราชวังที่เป็นทอง ทรงครองราชย์ 27 ปี หลังจากพระองค์สวรรคต (สิงหาคม พ.ศ.2199) ได้เกิดการชิงอำนาจ
..................
ระหว่าง พ.ศ. 2171-72 ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ก็ได้มีการแย่งกันขึ้นครองราชย์ที่กรุงศรีอยุธยา "เจ้าฟ้าไชย" พระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าปราสาททอง ทรงนำทหารถืออาวุธเข้ายึดราชบัลลังก์ และขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเจ้าปราสาททอง
...................
ต่อจากนั้น พระอนุชาของเจ้าฟ้าไชยคือ เจ้าฟ้านารายณ์ ก็ยึดอำนาจและถอดเจ้าฟ้าไชยออกจากความเป็นกษัตริย์โดยสถาปนาพระอนุชาของพระเจ้าปราสาทอง คือ "พระศรีสุธรรมราชา" ขึ้นครองราชย์แทน
...................
แต่ในที่สุด แทบจะไม่ถึง 20 สัปดาห์ต่อมา เจ้าฟ้านารายณ์ซึ่งต่อมาคือสมเด็จพระนารายณ์ก็ได้ชิงราชสมบัติจากพระศรีสุธรรมราชาและสถาปนาพระองค์เองขึ้นเป็นกษัตริย์ในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2199 ด้วยพระชนมายุได้ 25 พรรษา
..................
หมายเหตุ:
สมเด็จพระนารายณ์สวรรคตเมื่อ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2231
รวมปีรัชกาลได้ 32 ปี (หรือ 31 ปี 9 เดือน กับอีก 2 วัน)
....................................
ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2231 พระนารายณ์ประชวรหนักใกล้สวรรคต ผู้มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ก็คือ พระอนุชา 2 พระองค์ คือ (1) เจ้าฟ้าอภัยทศ และ (2) เจ้าฟ้าน้อย และบุตรบุญธรรมอีกคนหนึ่ง คือ หม่อมปีย์ ส่วนพระเพทราชา ผู้ที่ได้ครองบัลลังก์จากการยึดอำนาจในเวลาต่อมานั้น มีความสัมพันธ์กับพระนารายณ์ในแง่ที่ว่า มารดาของพระองค์ได้เป็นแม่นมของพระนารายณ์ พระเพทราชากับพระนารายณ์ถูกเลี้ยงดูมาด้วยกัน พระเพทราชานั้นมีกำเนิดมาจากบ้านนอก คือ หมู่บ้านพลูหลวงในเมืองสุพรรณบุรี พระเพทราชาแสดงตัวออกมาชัดเจนว่าเป็นผู้นำขุนนางที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับคอนสแตนติน ฟอนคอน (พ.ศ. 2190-2231) ผู้ที่พระนารายณ์โปรดปราน
....................................
พระเพทราชา และลูกชาย (หลวงสรศักดิ์ ต่อมาคือ 'พระเจ้าเสือ' เกิดจากหญิงที่พระนารายณ์ยกให้พระเพทราชาเมื่อครั้งกลับจากตีเมืองเชียงใหม่) สมคบกับขุนนางชั้นผู้นำเกลี้ยกล่อมพระนารายณ์ซึ่งกำลังประชวรใกล้สวรรคตให้ตั้งพระเพทราชาเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ครั้นได้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนแล้ว พระเพทราชาจึงสังหารหม่อมปีย์บุตรบุญธรรมของพระนารายณ์ โดยอ้างว่าหม่อมปีย์เป็นผู้ทูลใส่ร้ายเจ้าฟ้าอภัยทศ และเจ้าฟ้าน้อยว่ามีส่วนพัวพันกับการกบฏของแขกมักสัน (พ.ศ.2229) ด้วยหวังจะได้ราชสมบัติ ต่อมาพระเพทราชาก็ได้จับกุมฟอลคอนในข้อหากบฏ และประหารชีวิตฟอลคอนทันทีในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2231 ตอน 4 ทุ่ม (เมื่อฟอลคอนถูกนำตัวไปประหารชีวิตนั้น เขามีอายุเพียง 40 ปี และได้รับตำแหน่งสมุหนายก เป็น 'ออกญาวิไชเยนทร์' ได้เพียง 7 เดือน)
....................................
เดือนต่อมาหลังจากที่พระนารายณ์สวรรคตในวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2231
หลวงสรศักดิ์ ก็สังหารเจ้าฟ้าอภัยทศและเจ้าฟ้าน้อย ขณะที่พระเพทราชาได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระนารายณ์
....................................
นอกจากหลวงสรศักดิ์แล้ว พระเพทราชาทรงมีราชโอรสอีก 2 องค์ ที่ประสูติแต่พระมเหสีทั้งสอง คือ (1) 'เจ้าพระขวัญ' และ (2) 'ตรัสน้อย' (บุตรของพระราชธิดาของพระนารายณ์) เมื่อพระเพทราชาประชวรในต้นปี พ.ศ. 2246 หลวงสรศักดิ์ เกรงว่าโอรสทั้งสองอาจจะได้ครองราชย์ต่อจากกษัตริย์แทนตนเองจึงรีบจัดการฆ่าพระขวัญเสีย
...................................
พระเพทราชาพิโรธอย่างมาก และตรัสจากในพระแท่นก่อนที่จะสวรรคตว่า ทรงยกราชบัลลังก์ให้หลานของพระองค์นามว่า 'เจ้าฟ้าพิชัยสุรินทร์' ขึ้นครองราชย์ต่อ แต่เจ้าฟ้าพระองค์นี้ไม่กล้าพอที่จะรับ จึงยกบัลลังก์ให้หลวงสรศักดิ์ซึ่งขึ้นครองราชย์แทน ทรงพระนามว่า 'พระสุริเยนทราธิบดี' แต่เป็นที่รู้จักกันดีในนามของ "พระเจ้าเสือ" ซึ่งพระนามนี้สะท้อนความโหดร้ายและความกระหายเลือดที่ได้ทรงกระทำมาตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมาเพื่อจะได้ขึ้นครองราชย์...เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
Wednesday, March 2, 2016
ประเทศที่น่าเศร้า
ผมตั้งชื่อหัวเรื่องบล็อกชิ้นนี้ของผมว่า 'ประเทศที่น่าเศร้า' ให้กับประเทศไทย ประเทศที่ผมเกิดแห่งนี้ ด้วยเหตุที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเตรียมสอนหนังสือให้กับนักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 รายวิชาสัมมนาฯ
เมื่อพูดถึงประเทศไทย ประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นับถึงปัจจุบันก็ผ่านกาลเวลาล่วงเข้า 84 ปีแล้ว เหลือเชื่อตรงนี้สถิติอันเลวร้ายบอกเราว่า:-
- เราเป็นประเทศที่มีสถิติการทำรัฐประหารมากที่สุดในอาเซียน นับได้มากถึง 18 ครั้ง
- เรื่่องรัฐประหารเรามีสถิติสูงมาเป็นอันดับที่ 4 ของโลก และเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวที่มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนอันดับที่ 1 - 3 ประเทศประเทศในแอฟริกา น่าอายยิ่งนัก
- รัฐประหารที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยเรามีมากถึง 12 ครั้ง ดูภาพด้านล่างนี้ประกอบเลยครับ
- ความเลวร้ายของการเมืองไทยมันเปรียบเหมือนกับวงจรอุบาทว์ (Vicious Circle Model of Thai Coup) ไม่ก้าวไปข้างหน้า แต่หมุนวนเป็นวงจร นั่นคือ
- รัฐประหาร (Coup) --> การปกครองโดยเผด็จการทหาร (Military Rule) --> จัดทำรัฐธรรมนูญ (จะ 20 ฉบับเข้าไปแล้ว) (Constitution) --> ปล่อยให้มีการเลือกตั้งแบบหลอกๆ (Election) --> เกิดกระบวนการทางรัฐสภา (Parliamentary Process) --> แล้วก็มีความขัดแย้ง (Conflict) --> เกิดแกนนำและชนชั้นกลางที่ไม่เอาประชาธิปไตยเคลื่อนขบวนสร้างเงื่อนไขให้เกิดวิกฤตจนรัฐบาลจากการเลือกตั้งเป็นอัมพาต (Crisis) --> ทหารอ้างเงื่อนไขวิกฤตทำตัวเป็นพระเอกขี่ม้าขาวเข้าระงับวิกฤตโดยการรัฐประหาร (Coup)
ถ้าหากนับถึงปัจจุบันก็หมุนวนเป็นวงจรอุบาทว์ได้ 12 รอบแล้ว (ดูภาพประกอบ)
- หากนำแนวคิดประชาธิปไตยแบบเสรี และประชาธิปไตยไร้เสรีมาอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองแบบไทยๆ หากพิจารณาตามภาพด้านล่างนี้ประกอบ ก็พอจะอธิบายได้ดังนี้
- การเมืองไทยสมัยรัฐบาลทักษิณ เรียกได้ว่าเป็น ประชาธิปไตยไร้เสรี เพราะผู้นำมาจากการเลือกตั้ง เราถือว่า เป็นประชาธิปไตย แต่ที่บอกว่าไร้เสรี ก็เพราะรัฐบาลทักษิณบริหารเกินเลยจากคำว่า "รัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด" (Limited Government) เห็นได้จากกรณีเหตุการณ์ตากใบ, กรณีสงครามปราบปรามยาเสพติด เส้นประชาธิปไตยจึงเป็นเส้นสีแดงออกไปทางประชาธิปไตยติดลบ แม้จะได้ชื่อว่ามาจากการเลือกตั้งก็ตาม
- การเมืองไทยสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งถือว่าเป็นประชาธิปไตย และมีเสรีเมื่อเปรียบกับสมัยทักษิณยังถือว่าดีกว่ามาก เส้นประชาธิปไตยเป็นเส้นสีเขียว จะออกไปทางเป็นประชาธิปไตยเชิงบวก แต่บริหารและเดินเกมส์การเมืองผิดพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นเรื่อง พรบ.นิรโทษกรรม แต่ยังไงก็ยังถือว่าเป็นประชาธิปไตยแบบเสรี เส้นสีเขียวก็จริง แต่อยู่ตรงโคนเส้น ไม่เหมือนกับประเทศประชาธิปไตยแบบก้าวหน้า (ประชาธิปไตยแบบเสรีเข้มข้นที่อยู่ตรงปลายเส้นสีเขียว) อย่างอังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ฟินแลนด์ นอร์เวย์ เดนมาร์ก เป็นต้น
- การเมืองไทยสมัยรัฐบาลสุรยุทธ์ และประยุทธ์ เป็นรัฐบาลแบบไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่เสรี ชนิดถอยหลังเข้าคลองเข้าสู่วงจรอุบาทว์ทางการเมือง หาใช่วงจรสวรรค์ไม่ ประเทศนี้จึงน่าเศร้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเห็นตัวเลขสถิติการทำรัฐบาลโดยทหารที่มากถึง 12 ครั้งก็ยิ่งเศร้าใจ
- ถามว่า แล้วแบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่เป็นเสรีคือประเทศไหน? ตอบได้เลยว่า คือ ประเทศจีน จีนไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตย แต่เปิดเสรีทางด้านเศรษฐกิจ (ไม่เสรีทางด้านการเมือง) เสรีทางด้านเศรษฐกิจของจีน เปรียบเสมือน 'นกอยู่ในกรง' เป็นเสรีภายใต้การกำกับของพรรคคอมมิวนิสต์ การขยายขอบเขตเสรีทางเศรษฐกิจ ก็คือ การขยายขอบเขตของกรง แต่จะไม่ทำลายกรง ไม่เหมือนกับประเทศอเมริกา หรือประเทศเสรีอื่นๆ
- อนึ่ง หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเรื่อง ประชาธิปไตย (Democracy) และเสรี (Liberal) นั้น พิจารณาได้ดังภาพด้านล้างนี้ประกอบก็จะเข้าใจได้ง่าย
Tuesday, December 8, 2015
คนไทยส่วนใหญ่นั้น หลอกง่ายมาก
ในสายตาของชนชั้นนำ (Elites)
คนไทยส่วนใหญ่นั้น หลอกง่ายมาก
แค่เปิดเพลงให้ฟังทุกเช้า-เย็น
เอาหนังจักรๆ วงศ์ๆ ให้ดูทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์
จัดงานต่างๆ ในวันสำคัญๆ
ให้ทุนสนับสนุนหนังฟอร์มยักษ์
เชิญชวนดารามาร้องเพลงและให้สัมภาษณ์
จัดสร้างสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
ตั้งชื่อสถานที่สำคัญ ชื่อตึก ชื่อถนน ชื่อสะพาน ฯลฯ
ทุกวี่วันให้ได้ยินได้ฟังแต่เรื่องพวกเขา
สร้าง 'ความจริง' จาก 'ความรัก/ความเชื่อ/ความศรัทธา'
ไม่ต่างจากการสร้างฉากของ 'การแต่งงงาน'
ทุกคนจะรู้ว่า เมื่อยู่ในงานแต่งงาน
พวกเขาจะต้องแต่งชุดแบบไหน
พูดจากและแสดงความรู้สึกอย่างไร
เหล่านี้คือ 'ความจริงที่ถูกสร้างขึ้น'
ฝรั่งเรียกว่า 'Social Construction of Reality'
งาน 'แต่งงาน' จึงถูกสร้างขึ้นไม่ต่างอะไรกับ
'งานศพ' 'งานบวช' 'งานขึ้นบ้านใหม่' 'งานประเพณี'
*ความรัก/ความเชื่อ/ความศรัทธาที่มีต่อชนชั้นนำ*
ก็เช่นกัน
คนไทยส่วนใหญ่นั้น หลอกง่ายมาก
แค่เปิดเพลงให้ฟังทุกเช้า-เย็น
เอาหนังจักรๆ วงศ์ๆ ให้ดูทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์
จัดงานต่างๆ ในวันสำคัญๆ
ให้ทุนสนับสนุนหนังฟอร์มยักษ์
เชิญชวนดารามาร้องเพลงและให้สัมภาษณ์
จัดสร้างสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
ตั้งชื่อสถานที่สำคัญ ชื่อตึก ชื่อถนน ชื่อสะพาน ฯลฯ
ทุกวี่วันให้ได้ยินได้ฟังแต่เรื่องพวกเขา
สร้าง 'ความจริง' จาก 'ความรัก/ความเชื่อ/ความศรัทธา'
ไม่ต่างจากการสร้างฉากของ 'การแต่งงงาน'
ทุกคนจะรู้ว่า เมื่อยู่ในงานแต่งงาน
พวกเขาจะต้องแต่งชุดแบบไหน
พูดจากและแสดงความรู้สึกอย่างไร
เหล่านี้คือ 'ความจริงที่ถูกสร้างขึ้น'
ฝรั่งเรียกว่า 'Social Construction of Reality'
งาน 'แต่งงาน' จึงถูกสร้างขึ้นไม่ต่างอะไรกับ
'งานศพ' 'งานบวช' 'งานขึ้นบ้านใหม่' 'งานประเพณี'
*ความรัก/ความเชื่อ/ความศรัทธาที่มีต่อชนชั้นนำ*
ก็เช่นกัน
Monday, December 7, 2015
Active Learning
เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำว่า "Active Learning" และการจัดการเรียนการสอนของผม เป็นประสบการณ์ในฐานะอาจารย์ผู้สอนคนหนึ่งที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2558 (10 สิงหาคม 2558 - 4 ธันวาคม 2558)
ผมขอเล่าเป็นข้อๆ ดังนี้
Source: http://plpnetwork.com/2015/03/10/shift-active-learning-technology-answer/
เขียนเล่าเพียงเท่านี้ก่อนครับ ไว้ค่อยมาต่อในโอกาสต่อไป
- จัดทำปฏิบัติการเรียน 15 สัปดาห์ (45 ชั่วโมง) ระบุสัปดาห์ของการจัดการเรียนการสอนให้ชัดเจนว่าตรงกันวัน/เดือน/ปีอะไร จนครบ 15 สัปดาห์
- กำหนดไว้แต่แรกเลยว่าจะแบ่งกลุ่มนักศึกษาออกเป็น 26 กลุ่ม กลุ่มละประมาณ 4-5 คน พร้อมกำหนดชื่อกลุ่มไว้เสร็จสรรพ เช่น ชื่อกลุ่มตามชื่ออำเภอ เป็นต้น
- กำหนดหัวข้อในการจัดการเรียนการสอนไว้ล่วงหน้าประมาณ 26 หัวข้อ ให้เท่ากับชื่อกลุ่ม
- กำหนดโครงสร้างคะแนน เช่น คะแนนสอบกลางภาค คะแนนสอบปลายภาค คะแนนระหว่างภาค คะแนนงานรายบุคคล คะแนนงานกลุ่ม คะแนนการนำเสนอ ฯลฯ
- เมื่อเปิดภาคเรียนในสัปดาห์แรก ผมให้นักศึกษาจับกลุ่ม และจับฉลากเลือกหัวข้อและชื่อกลุ่ม พร้อมมอบหมายให้แต่ละกลุ่ม ถ่ายรูปมา 1 ภาพ โดยในภาพให้มีชื่อเล่น เลขรหัสนักศึกษา ชื่อกลุ่ม ผู้ประสานงานกลุ่มและเลขานุการกลุ่ม พร้อมเบอร์ติดต่อ เลขชื่อกลุ่ม กำหนดส่งให้ผมทาง Inbox ในเฟส ตามวันเวลาที่กำหนด
- ผมนำภาพสมาชิกทั้ง 26 กลุ่ม มาทำเป็นพ้อย อยู่ในไฟล์เดียวกัน และแต่ละครั้งที่ผมเข้าสอนและจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ผมจะขึ้นพ้อยภาพของสมาชิกทุกกลุ่ม ด้วยวิธีการดังกล่าว ทำให้ผมสามารถดำเนินกิจกรรมกับนักศึกษาเป็นจำนวนมากๆ ได้ อย่างในชั้นเรียนของผมมีนักศึกษาไม่ต่ำกว่า 120 คน ทำให้ผมรู้จักทุกกลุ่ม และจำหน้าสมาชิกแต่ละกลุ่มได้เกือบทุกคน
- ในการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ของผมจะมีการมอบหมายงานเดี่ยว และงานกลุ่มทุกสัปดาห์ และให้มาส่งในสัปดาห์ถัดไป ส่วนการ Active Learning ในชั้นเรียนจะเป็นงานที่แต่ละกลุ่มจะต้องออกมานำเสนอในหัวข้อที่กลุ่มตนเองจับฉลากได้
- ในชั้นเรียนบางสัปดาห์ก็จะมีใบงานให้แต่ละกลุ่มระดมสมอง ช่วยกันแก้โจทย์ ออกมาอภิปราย ถาม/ตอบ ระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา และระหว่างนักศึกษาด้วยกัน
- ในชั้นเรียนมักจะมีการเปิดคลิปวีดิโอที่เกี่ยวข้องกับการเรียนทั้งแบบคลิปสั้นๆ และคลิปยาวๆ แล้วให้แต่ละกลุ่มช่วยกันสรุปสาระสำคัญ
- ในช่วงสัปดาห์ท้ายๆ ของภาคการศึกษาผมจะมีกิจกรรมสอบสัมภาษณ์/สอบปากเปล่า แต่ละกลุ่ม เพื่อตรวจสอบความคิด ความรู้ ความเข้าใจของนักศึกษาว่าที่เรียนมาตลอดภาคการศึกษานั้น นักศึกษาเกิดความรู้ ตกผลึกจริงหรือไม่ อย่างไร
- ในการเข้าชั้นเรียน ผมจะมีการเช็คชื่อนักศึกษาทุกครั้ง เพื่อฝึกความมีวินัย ตรวจดูลายเซ็น ใบเช็คชื่อในแต่ละสัปดาห์ผมจะนำไปสแกนเก็บเป็นฐานข้อมูลเพื่อตรวจสอบและให้คะแนนในภายหลัง
- ในการแจ้งผลคะแนนกลางภาค ผมจะแจกคะแนนนักศึกษาเป็นสลิปและแจกเป็นรายบุคคล จะไม่ติดประกาศที่บอร์ด นักศึกษาแต่ละคนจะรู้เฉพาะคะแนนของตัวเอง และผมจะทำกราฟ ฉายขึ้นจอ เพื่อให้นักศึกษาทุกคนได้เห็นค่าเฉลี่ยของคะแนน และกราฟเส้นโค้งแสดงการกระจายตัวของคะแนน นักศึกษาแต่ละคนจะรู้ว่าตนเองอยู่สูงหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
Thursday, September 24, 2015
ยอมรับจีนแทนที่ไต้หวัน
ในวันที่ 26 ตุลาคม 2514 สมัชชาใหญ่ สหประชาชาติได้ลงมติให้สาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติและเป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแทนที่ไต้หวัน ด้วยคะแนนเสียง 76 ต่อ 35 งดออกเสียง 37 โดยไทยอยู่ในฝ่ายที่งดออกเสียง และต่อมาประธานาธิบดีนิกสันแห่งสหรัฐฯ ก็เดินทางไปเยือนจีนในเดือนกุมภาพันธ์ 2515
Monday, September 21, 2015
ประชาธิปไตยของนางอองซาน
"In each country, the democratic system will develop a character that accords with its social, cultural and economic needs. But the basic requirement of a genuine democracy is that people should be sufficiently empowered to be able to participate significantly in the governance of their country."
- Aung San Suu Kyi, July 1995 -
"ในแต่ละประเทศ ระบบประชาธิปไตยจะพัฒนาลักษณะของตนเองซึ่งจะสอดคล้องกับลักษณะทางสังคม วัฒนธรรม และความจำเป็นทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ แต่เงื่อนไขขั้นพื้นฐานของการเกิดประชาธิปไตยที่แท้จริงอยู่ตรงที่ประชาชนในประเทศได้รับการเสริมอำนาจของตนเองอย่างเพียงพอเพื่อให้เขาสามารถเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญในการบริหารปกครองของประเทศตนเอง"
- นางอองซาน ซูจี, กรกฎาคม 1995 -
Subscribe to:
Posts (Atom)









