Tuesday, July 29, 2014

ผู้ที่เรียนประวัติศาสตร์


เฮาเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner, ค.ศ. 1943 - ปัจจุบัน) ผู้เสนอทฤษฎี Theory of Multiple Intelligence

Gardner เล่าเรื่องของผู้ที่เรียนประวัติศาสตร์ไว้อย่างน่าสนใจว่า ผู้ที่เรียนประวัติศาสตร์มักจะชอบทำงานกับหลักฐานบันทึกที่เป็นตัวหนังสือ ภาพ หรือรูปแบบอื่นๆ รวมถึงชอบรื้อหลักฐานมาประกอบใหม่และตีความ ประวัติศาสตร์แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ตรงที่เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวและไม่อาจผลิตซ้ำหรือตีความอย่างตรงไปตรงมาได้ (Unlike science, historical events occur only once and cannot be replicated exactly or interpreted unambiguously.)
นักประวัติศาสตร์ต้องคาดเดาแรงจูงใจของบุคคลในอดีต แต่ละยุคสมัยจึงมีการเรียบเรียงประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่ (Historians must impute motives to personages from the past; each generation will necessarily rewrite history.)
กระนั้นก็ตาม นักประวัติศาสตร์ต้องเคารพข้อเท็จจริงและพยายามรวบรวมหลักฐานที่ถูกต้องให้ครบถ้วนที่สุดเท่าที่จะทำได้  (Yet historians are bound to respect the facts and to strive for as accurate and comprehensive a record as possible.)
สาขาวิชาอื่นๆ ตั้งแต่พันธุกรรมศาสตร์จนถึงเศรษฐศาสตร์ต่างก็มีระเบียบและข้อจำกัดที่คล้ายๆ กัน
หากประเมินคร่าวๆ คนคนหนึ่งจะใช้เวลาประมาณ 10 ปีเพื่อเรียนรู้สาขาวิชาประวัติศาสตร์ ก่อนจะได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชานี้ (ตัวเลข 10 ปีนี้เป็นเกณฑ์เฉลี่ยโดยทั่วๆ ไปซึ่งรวมไปถึงสาขาวิชาอื่นๆ ด้วย) และโดยมากแล้วความเชี่ยวชาญนั้นๆ ได้มาจาก 2 แหล่ง นั่นคือ แหล่งแรก ได้มาจากการอบรมสั่งสอนในแบบที่เป็นทางการอย่างในสถาบันการศึกษา และแหล่งที่สอง ได้มาจากแบบที่ไม่เป็นทางการมากนักจากกระบวนการฝึกฝนต่างๆ และการเรียนรู้ด้วยตนเอง
ป.ล. 
ใครสนใจอยากดูตัวอย่างงานประวัติศาสตร์ดีๆ โดยผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ที่เป็นคนไทย ผมแนะนำให้ลองหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านกันดู กำเนิดสยามจากแผนที่ ประวัติศาสตร์ภูมิกายาของชาติ (Siam Mapped: A History of the Geo-Body) ซึ่งเป็นหนังสือที่ปรับปรุงมาจากดุษฎีนิพนธ์ของ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ต้นฉบับภาษาอังกฤษมีให้ดาวน์โหลดนะครับ ที่นี่ ส่วนฉบับแปลภาษาไทยหาซื้อได้ทั่วไป เล่มนี้เลยครับ 

Sunday, July 27, 2014

ขำ ไม่ออก


ผมมีอาชีพเป็นครูนี่ ที่สำคัญมากส่วนหนึ่ง เพราะเชื่อในไอเดียเรื่องการศึกษาสมัยใหม่ (ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากยุค เอ็นไล้เทนเม้นท์ครับ ระบบและไอเดียเรื่องการศึกษาของเราปัจจุบันที่ชนชั้นกลางรักเจ้าทั้งหลายผ่านมานี่ เอามาจากฝรั่งครับ) คือ ไอเดียที่ว่า ทุกคนมีความเป็นเหตุผลในตัวเอง และสามารถที่จะพัฒนาการใช้เหตุผลได้ ให้ยอมรับความจริงของโลกที่ว่า แต่ละคนมีความเฉพาะของตัวเอง มีความคิดในการมองโลกต่างๆ ได้หลากหลายและวิธีอยู่ร่วมกันในโลกสมัยใหม่ คือการเปิดเสรีให้แต่ละคนพัฒนาเหตุผลของตัวเอง แล้วนำมาแลกเปลี่ยนกัน
บางทีก็รู้สึกหดหู่จริงๆ เหมือนกันที่ปีหนึ่งๆ รัฐไทยทุ่มงบประมาณการศึกษามหาศาล แต่ผลิตคนรักเจ้าที่สะท้อนความล้มเหลวในการใช้เหตุผล ล้มเหลวในการพัฒนาความเป็นคนที่มีจิตใจ เปิดกว้างตามหลักการของการศึกษาสมัยใหม่นี้ และหดหู่ว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของอาชีพ (ระบบการศึกษา) ที่มันล้มเหลวอย่างมโหฬารนี้ได้ยังไง (ที่ ขำ ไม่ออกคือ มีหลายคน ดันมา ตั้งคำถามประเภท ผมเป็นอาจารย์ได้ยังไง...แหม คุณเอ๋ย ที่ผมกำลังทำอยู่นี้ คือ หัวใจของหลักการการศึกษาสมัยใหม่เลยครับ ที่น่าถามมากกว่า คือพวกคุณผ่านการศึกษากันมาได้ยังไงนี่? คิดเป็นแบบนกแก้วนกขุนทอง ที่ถูกป้อนให้พูดตามอะไรที่ยัดๆ ใส่สมองมาเลย ไม่รู้จักตั้งคำถามกับสิ่งที่ถูกป้อนมาเลย และไม่รู้เลยว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง สามารถมองได้หลายๆ แบบ และคนเราคิดไม่เหมือนกันได้ (โว้ย) ครับ)
ข้อความข้างต้นมาจาก เฟสบุ๊คของอาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่านหนึ่ง โพสต์ไว้เมื่อวันพุธที่ 5 กุมพันธ์ 2557  

สำหรับสังคมไทยแล้ว ต่อให้ข้อความข้างต้นที่แกพูดมาจะถูกต้องทั้งหมด แต่บอกได้เลยว่า แกก็ยังผิดอยู่ดี

งานเล็กๆ

 หัวข้อหนึ่งในหนังสือของ Leo Babauta ชื่อว่า งานเล็กๆ เขาต้องการบอกว่า งานชิ้นใหญ่ๆ เป็นเรื่องหนักหนาเกินไป การจะทำงานชิ้นใหญ่ให้ง่ายขึ้น ก็ซอยงานใหญ่ให้เป็นงานเล็กๆ รู้จักสร้างข้อจำกัดด้วยการแบ่งงานออกเป็นงานเล็กๆ แล้ว ลงมือทำมันโดยกำหนดระยะเวลาให้แล้วเสร็จ เช่น แล้วเสร็จภายใน 1 ชั่วโมงข้างหน้า หากว่ายังยากอยู่ก็อาจกำหนดระยะเวลาให้น้อยลง พร้อมๆ กับซอยงานให้เล็กลงไปอีก เช่นภายใน 20 นาที จะได้รู้สึกว่า เป็นเรื่องง่ายๆ 

เหตุที่ต้องทำเช่นนี้ ก็เพื่อจะได้ไม่ทิ้งงานที่เราต้องทำ แล้วไปทำเรื่องอื่นที่ไม่สำคัญ เราต้องจดจ่อกับงานที่สำคัญ และถ้ารู้สึกว่างานใหญ่มาก ก็จงแบ่งงานนั้นให้เล็กลง เพื่อจะได้รู้สึกว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะทำมันให้เสร็จ
ครั้นเมื่อลงมือทำงานเล็กๆ จำนวนมาก มันก็จะสะสม กองรวมและประกอบกันขึ้นเป็นงานใหญ่ไปเอง 
"ยิ่งแบ่งงานให้เล็กลงเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น เพราะนั่นหมายถึงแนวโน้มที่เราจะทำเสร็จมากขึ้น" 
"เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพบว่าตัวเองกำลังผัดผ่อนงานสำคัญออกไป ให้ลองคิดว่าจะแบ่งมันออกเป็นงานที่เล็กลงได้หรือไม่ จากนั้นเริ่มลงมือทำ อย่าผัดวันประกันพรุ่ง แต่ลงมือทำทันที" 
งานเล็กๆ ย่อมดีกว่างานใหญ่ๆ เสมอ 
 
 

ถูกใจก็ใช่ว่าจะถูกต้อง

 
เห็นภาพนี้แล้วทำให้ผมนึกถึงประโยคหนึ่งขึ้นมาได้ "ถูกใจก็ใช่ว่าจะถูกต้อง
การถูกอกถูกใจของคนจำนวนมากเป็นล้านๆ ที่เต็มไปด้วยความเชื่อ ก็หาได้เปลี่ยนให้สิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องได้ไม่ ตัวอย่างเรื่องโลกแบนกับโลกกลม ตัวอย่างเรื่องมนุษย์ถือกำเนิดมาจากลิงมิใช่พระเจ้าสร้าง ตัวอย่างเรื่องรัฐประหารยึดอำนาจก่อนแล้วจะสร้างให้เกิดประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ตัวอย่างเหล่านี้อาจทำให้คนที่เชื่อแสดงความถูกใจเพื่อยืนยันความเชื่อของตัวเอง 
แต่อย่างที่บอก "ถูกใจก็ใช่ว่าจะถูกต้อง" ความจริงก็ยังคงเป็นความจริง แม้จะไม่มีใครเชื่อเลยก็ตาม หรือแม้จะมีคนที่ยืนยันความถูกต้องนั้นแค่เพียงคนเดียว ความถูกต้องยังคงเป็นความถูกต้อง
และความถูกต้องก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องทำให้คนถูกใจเสมอไป ความถูกต้องไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความถูกใจ ต่อให้ไม่มีใครถูกใจ ความถูกต้องก็ยังคงเป็นความถูกต้องอยู่วันยังค่ำ
แน่นอนว่า กด like เป็นล้าน ก็ใช่ว่าจะทำให้เรื่องนั้นๆ เป็นเรื่องที่ถูกต้องเสมอไป 
 

ความดีคืออะไร

"ความดีคืออะไร" ไม่ใช่คำถามใหม่แต่อย่างใด มันเก่าแก่พอๆ กับสังคมมนุษย์ที่ถือกำเนิดขึ้นมา เอาอย่างนี้ละกัน ผมจะทดลองอธิบายโดยอิงกับคำพูดของท่าน ป. อ. ปยุตฺโต ข้างล่างนี้

หากว่าตามที่ท่าน ป. อ. ปยุตฺโตว่าไว้ว่า "ทุกสิ่งที่มีอยู่ มีอยู่อย่างมีเงื่อนไข" ถ้าเช่นนั้น เรื่องของ "ความดี" ก็เช่นกัน มันมีอยู่โดยมีอยู่อย่างมีเงื่อนไข เงื่อนไขที่ว่านี้ก็คือบริบทสภาพแวดล้อมหรืออาจจะพูดได้ว่าเป็นฐานคิดของการมีอยู่ในเรื่องนั้นๆ ในที่นี้ก็คือเรื่องของ "ความดี" 
นิยาม "ความดี" ของแต่ละคน แต่ละสังคม แน่นอนว่าอาจไม่เหมือนกัน นอกจากความเข้าใจของคนเราแต่ละคน หรือสังคมแต่ละสังคมจะแตกต่างกันมากมายแล้ว ในแนวตั้งก็ยังมีระดับที่แตกต่างกันอย่างมากด้วย เมื่อนำความดีในนิยามของแต่ละคนหรือของแต่ละสังคมมาพูดกันอาจจะฟันธงลงไปไม่ได้ว่าใครเป็นฝ่ายถูก เพราะอาจจะถูกทั้งคู่ แต่ถูกภายใต้เงือนไขที่แตกต่างกัน เพราะอิงฐานคิดกันคนละอย่าง 
แต่สำหรับฐานคิดของ "ศาสนาพุทธเถรวาทแบบไทย" นั้นนิยามของความดีที่ว่ากันว่ามีลักษณะของอัตตวิสัย (subjective) แต่พุทธเถรวาทแบบไทยได้นิยามไว้ชัดเจนเป็นวัตถุวิสัย (objective) มากๆ พิสูจน์ได้ ไม่เลื่อนลอย แต่ก็นั่นแหละครับ มันก็ยังเป็นนิยามที่อิงอยู่กับศาสนาพุทธ มิใช่ศาสนาอื่น ซึ่งสังคมอื่นและคนที่เชื่อแบบอื่นอาจไม่ยอมรับก็ได้ ความดีจึงยังเป็นคำที่มีปัญหาอยู่นั่นเอง (อ่านรายละเอียดที่นี่)
ยังไงๆ ก็ลองอ่านงานชิ้นนี้ของผมดูก็แล้วกัน แล้วคุณจะเข้าใจว่า "ความดีคืออะไร" ในแบบของพุทธเถรวาทแบบไทย

Saturday, July 26, 2014

คนอินโทรเวิร์ต (introvert)

คุณเคยสำรวจตัวเองไหมว่าเป็นคนแบบไหน? 
คำถามดังกล่าวปรากฏอยู่บนหลังปกหนังสือแปลเล่มนี้ Quiet เขียนโดย Susan Cain

ผมเพิ่งมาตระหนักได้ไม่นานครับว่าลักษณะของผมเอง โน้มเอียงไปในลักษณะของคนประเภท อินโทรเวิร์ต (introvert) คนประเภทที่ว่า มีพลังกายพลังใจงอกงามได้ก็ต่อเมื่อปลีกวิเวกไปหาความสงบอยู่คนเดียว และชอบหลีกหนีการพบปะสังสรรค์กับคนกลุ่มใหญ่ และคนประเภทนี้มีสัดส่วนประชากร 1 ใน 3 ของโลก
คนอินโทรเวิร์ตเป็นคนประเภทตรงข้ามกับพวก เอ็กซ์โทรเวิร์ต (extrovert) พวกหลังนี้เป็นพวกที่จิตใจพองโตทุกครั้งที่ได้อยู่กับเพื่อนฝูง และทนอยู่คนเดียวนานๆ ไม่ได้
หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานการศึกษาร่วม 7 ปีของ Susan Cain ที่บอกเล่าเรื่องราวของประเภทคนอินโทรเวิร์ด คนเงียบๆ ไม่ชอบเข้าสังคมหรือเข้าสังคมไม่เก่ง ขี้กลัว หลายครั้งก็ขี้อาย บางคนเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนแต่เป็นคนหัวรุนแรง บางก็เป็นคนเงียบแต่แข็งแกร่ง พวกอินโทรเวิร์ดเป็นพวกที่มักหลบลี้หนีหน้า แน่นอนว่ามีคำอื่นที่นำมาใช้กับคนประเภทนี้ คำนั้นก็คือ "นักคิด" หรือเป็น "คนเงียบในโลกของคนปากโทรโข่ง" คนที่พูดแต่ละทีโลกจะอึ้ง
Carl Jung นักจิตวิทยาชาวสวิสผู้ทรงอิทธิพล บอกว่า พวกอินโทรเวิร์ตมักจะถูกดึงดูดเข้าหาโลกภายในของความคิดและความรู้สึก ชอบอยู่ลำพัง ใช้เวลาครุ่นคิด และสำรวจเข้าไปภายในตัวเอง ส่วนพวกเอ็กซ์โทรเวิร์ดมักถูกดึงดูดเข้าหาชีวิตภายนอกของผู้คนและกิจกรรมต่างๆ อินโทรเวิร์ดมุ่งเน้นไปที่ความหมายของสิ่งต่างๆ รอบตัว ขณะที่พวกเอ็กซ์โทรเวิร์ดจะกระโจนลงไปในตัวเหตุการณ์หรือกิจกรรมนั้นๆ มนุษย์อินโทรเวิร์ตจะรีชาร์จแบตเตอรี่ภายในตัวเองด้วยการอยู่คนเดียว ส่วนมนุษย์เอ็กซ์โทรเวิร์ดจำเป็นต้องรีชาร์จแบตเตอรี่เมื่อพวกเขาคิดว่ายังไม่ได้เข้าสังคมมากพอ 
 Charles Darwin

ตัวอย่างคนอินโทรเวิร์ตเด่นๆ ก็เช่น ชาร์ลส์ ดาร์วิน ในตอนเป็นเด็กเขาเข้ากับคนง่าย แต่ก็ชอบที่ใช้เวลาเดินชมธรรมชาติคนเดียวเป็นเวลานานๆ มากกว่า ตอนเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ไม่เปลี่ยนไป ดูได้จากจดหมายฉบับหนึ่งที่เขาเขียนถึงนักคณิตศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงชื่อมิสเตอร์แบ๊บเบจ ที่เชิญเขาไปร่วมงานเลี้ยงอาหารเย็นว่า
"มิสเตอร์แบ๊บเบจที่รัก ผมรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณอย่างมากที่ท่านส่งบัตรเชิญให้ผมไปร่วมงานปาร์ตี้ แต่ผมเกรงว่าจะรับไว้ไม่ได้ เพราะว่าถ้าผมไป ผมก็จะพบกับบางคนที่นั่น ซึ่งเป็นคนที่ผมได้สาบานกับนักบุญทุกองค์ในสวรรค์ไว้ว่าผมจะไม่มีวันออกไปข้างนอก"
(อ่านเรื่องราวของชาร์ลส์ ดาร์วิน 2 ตอนจบได้ที่นี่ครับ ตอนที่ 1 และตอนที่ 2
อ่านที่ผมเล่าให้ฟังทั้งหมดข้างตนก็ลองกลับไปคิดๆ ดูละกันนะครับว่า คุณเป็นคนแบบไหน? เพราะอะไรจะดีเท่ากับการ 'รู้จักตัวเอง' (Know Thyself) อย่างที่โสคราตีส (Socrates, 470-399 ปีก่อนคริสตกาล) ว่าไว้ละครับ

Thursday, July 24, 2014

พูดอย่างทำอีกอย่าง

ผมนั่งอ่านสาระสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (๒๕๕๒-๒๕๖๑) แล้วก็นึกขำกับการกระทำของรัฐไทยในลักษณะ 'พูดอย่างทำอีกอย่าง' มาดูกันเฉพาะแค่เรื่อง 'เป้าหมายยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง' ก็แล้วกัน


พูดเฉพาะแค่ข้อ ๓) กับข้อ ๔) ก็พอ ข้อที่ ๓) บอกว่ามีวัฒนธรรมประชาธิปไตย
คำถามก็คือการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลจากการเลือกตั้งซึ่งเป็นรัฐบาลตัวแทนที่มาจากอำนาจของประชาชนนั้น ถือเป็นตัวอย่างการสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยตรงไหนมิทราบ?
พอทำรัฐประหารยึดอำนาจแล้วเสร็จในระยะเวลา ๖๐ กว่าวัน http://ilaw.or.th/node/3184 ภายหลังจากคณะผู้ยึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกติกาหลักของสังคมที่สมาชิกในสังคมตกลงยอมรับร่วมกัน คณะรัฐประหารก็ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งไม่ได้เป็นวิถีหรือครรลองตามระบอบประชาธิปไตยใดๆ เลย ประกาศใช้รัฐธรรมนูญเองเออเองโดยเรียกมันว่ารธน.ฉบับชั่วคราว ซึ่งอันที่จริงแล้ว ผมจะบอกให้ว่า รัฐธรรมนูญของประเทศนี้ไม่เคยมีฉบับที่ถาวรเลยสักฉบับ ฉบับชั่วคราวนี้ก็เป็นฉบับที่ ๑๙ แล้ว ขณะที่รัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐฯ เขาใช้แค่ฉบับเดียว และใช้กันมา ๒๐๐ กว่า ปี โดยมาจากอำนาจของประชาชนอย่างแท้จริง
 
 http://www.thailaws.com/law/thaiacts/e_constitution012.pdf

ลองคิดเปรียบเทียบดูก็แล้วกันว่ากรณีของไทย การร่างรัฐธรรมนูญ - ประกาศใช้ - ไม่พอใจก็ฉีก - ฉีกแล้วร่างใหม่อีก - แล้วประกาศใช้ใหม่อีก ทำแบบนี้กันมาซ้ำแล้วซ้ำอีก มันเป็นการสร้างวัฒธรรมประชาธิปไตยให้เป็นตัวอย่างแก่เด็กและเยาวชนตรงไหนมิทราบ?
ยังไม่แค่นั้นนะครับ ฝ่ายที่รัฐประหารยึดอำนาจยังเขียนใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญในมาตราสุดท้ายไว้อย่างน่าเกลียดอีกด้วยว่า ไอ้สิ่งที่ตัวเองทำไปแล้วในอดีต (ล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งโดยการรัฐประหารยึดอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชนเจ้าของประเทศ) นี้ และที่จะทำต่อไปในอนาคต (ซึ่งไม่รู้อีกนานแค่ไหนและทำอะไร) ให้ถือว่า 'หากการกระทำนั้นผิดกฎหมาย ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง' แหม่! สร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยน่าดูเลยนะครับ
แล้วอย่างนี้จะให้คนไทยใฝ่ดี...มีวัฒนธรรมประชาธิปไตยได้อย่างไร ก็เห็นๆ ตัวอย่างระดับชนชั้นนำ (elites) หรือชนชั้นปกครอง (ruling classes) ของประเทศกันอยู่ว่า การกระทำแบบนี้นี่มันเป็นเผด็จการชัดๆ

หมายเหตุ
ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ ผมใช้สิทธิในข้อที่ ๔) ของเป้าหมายุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองอยู่นะครับ ที่บอกว่า "คนไทยคิดเป็น..." จึงเรียนมาเพื่อทราบ