Friday, July 6, 2018
Monday, July 2, 2018
ปัจจัยกำหนดขนาดรายจ่ายสาธารณะด้านการศึกษาของไทย
บทความวิจัยจากงานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท
เรื่อง
ปัจจัยกำหนดขนาดรายจ่ายสาธารณะด้านการศึกษาของไทย
ดาวน์โหลดได้ ที่นี่
Monday, June 25, 2018
Saturday, June 23, 2018
บทความวิจัยในชั้นเรียน
บทความวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง
รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบเชิงรุก (Active Learning)
ในการยกระดับความรู้สู่ความเข้าใจการเมืองและประชาธิปไตยในเชิงเปรียบเทียบ
ดาวน์โหลด ที่นี่
Wednesday, April 4, 2018
แนะนำหนังสืออำนาจไร้พรมแดน (Power Unbound)
เพิ่งอ่านหนังสือออกใหม่ของ
ศาสตราจารย์ ดร.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร
ท่านเขียนไว้อย่างน่าสนใจ
จึงอยากจะเอาส่วนที่น่าสนใจลงให้อ่านกัน
เผื่อใครสนใจและมีเงินพอก็หาซื้อมาอ่านกันได้
หนังสือชื่อ 'อำนาจไร้พรมแดน' (Power Unbound)
สำนักพิมพ์วิภาษา (เนื้อหาคัดลอกมาจากหน้า 114-115)
......................
ในยุคของโทรศัพท์พื้นฐานหรือโทรศัพท์ตั้งโต๊ะ
เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำหน้าที่เป็นมนต์สะกด
ให้เราต้องหยุดทำกิจกรรมทุกอย่างที่ทำอยู่
แล้วรีบไปรับโทรศัพท์
....................
ในยุคของโทรศัพท์มือถือรุ่นฉลาดในปัจจุบัน
เราไม่ต้องเดินอีกต่อไป แต่เราใช้การก้มหน้าแทน
ทุกวันนี้ เราถูกทำให้กลายเป็นมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ นั่นคือ
มนุษย์ก้มหน้า วันๆ เราไม่ทำอะไรมากไปกว่า
การก้มหน้าดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือ
ไม่ว่าจะเป็นการดู facebook, twitter, line, email,
เล่นเกมออนไลน์อย่างโปเกมอนโก (Pokemon Go)
หรือท่องอินเทอร์เน็ตเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ
....................
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จะทำอะไร จะกินอะไร จะรู้สึกอย่างไร
ต้องตั้งสถานะให้รู้กันบนโลกออนไลน์
ทุกวันนี้ มนุษย์มีลักษณะลุ่มหลงกับตัวเองสูง (narcissus)
นอกจากประกาศสถานะของตัวเองบนโลกออนไลน์แล้ว
ยังเฝ้านับจำนวน "ชอบ" สถานะของตัวเองว่ามีเท่าใด
..................
ความสุขหรือความทุกข์ขึ้นกับจำนวน like ที่มีการกด share กัน
จึงเป็นโลกที่มีความฉาบฉวยเพิ่มขึ้น แตกตื่นง่ายขึ้น (viral)
ท่ามกลางความสลับซับซ้อนของข้อมูลข่าวสาร
ที่ล้นเกินกว่าที่จะสามารถย่อยสลายได้ในเวลาสั้นๆ
บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ
ศาสตราจารย์ ดร.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร
ท่านเขียนไว้อย่างน่าสนใจ
จึงอยากจะเอาส่วนที่น่าสนใจลงให้อ่านกัน
เผื่อใครสนใจและมีเงินพอก็หาซื้อมาอ่านกันได้
หนังสือชื่อ 'อำนาจไร้พรมแดน' (Power Unbound)
สำนักพิมพ์วิภาษา (เนื้อหาคัดลอกมาจากหน้า 114-115)
......................
ในยุคของโทรศัพท์พื้นฐานหรือโทรศัพท์ตั้งโต๊ะ
เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำหน้าที่เป็นมนต์สะกด
ให้เราต้องหยุดทำกิจกรรมทุกอย่างที่ทำอยู่
แล้วรีบไปรับโทรศัพท์
....................
ในยุคของโทรศัพท์มือถือรุ่นฉลาดในปัจจุบัน
เราไม่ต้องเดินอีกต่อไป แต่เราใช้การก้มหน้าแทน
ทุกวันนี้ เราถูกทำให้กลายเป็นมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ นั่นคือ
มนุษย์ก้มหน้า วันๆ เราไม่ทำอะไรมากไปกว่า
การก้มหน้าดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือ
ไม่ว่าจะเป็นการดู facebook, twitter, line, email,
เล่นเกมออนไลน์อย่างโปเกมอนโก (Pokemon Go)
หรือท่องอินเทอร์เน็ตเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ
....................
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จะทำอะไร จะกินอะไร จะรู้สึกอย่างไร
ต้องตั้งสถานะให้รู้กันบนโลกออนไลน์
ทุกวันนี้ มนุษย์มีลักษณะลุ่มหลงกับตัวเองสูง (narcissus)
นอกจากประกาศสถานะของตัวเองบนโลกออนไลน์แล้ว
ยังเฝ้านับจำนวน "ชอบ" สถานะของตัวเองว่ามีเท่าใด
..................
ความสุขหรือความทุกข์ขึ้นกับจำนวน like ที่มีการกด share กัน
จึงเป็นโลกที่มีความฉาบฉวยเพิ่มขึ้น แตกตื่นง่ายขึ้น (viral)
ท่ามกลางความสลับซับซ้อนของข้อมูลข่าวสาร
ที่ล้นเกินกว่าที่จะสามารถย่อยสลายได้ในเวลาสั้นๆ
บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ
เล่าเรื่องย่อประวัติศาสตร์สมัยพระนารายณ์
เล่าเรื่องย่อประวัติศาสตร์สมัยพระนารายณ์
-เรียบเรียงจาก ประวัติศาสตร์ไทยฉบับสังเขป เขียนโดย David K. Wyatt-
................
ก่อนสมัยพระนารายณ์มีกษัตริย์ 3 พระองค์ ได้แก่
(1) พระเจ้าปราสาททอง (2) เจ้าฟ้าไชย และ (3) พระศรีสุธรรมราชา
................
พระเจ้าปราสาททอง หมายถึง พระมหากษัตริย์แห่งพระราชวังที่เป็นทอง ทรงครองราชย์ 27 ปี หลังจากพระองค์สวรรคต (สิงหาคม พ.ศ.2199) ได้เกิดการชิงอำนาจ
..................
ระหว่าง พ.ศ. 2171-72 ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ก็ได้มีการแย่งกันขึ้นครองราชย์ที่กรุงศรีอยุธยา "เจ้าฟ้าไชย" พระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าปราสาททอง ทรงนำทหารถืออาวุธเข้ายึดราชบัลลังก์ และขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเจ้าปราสาททอง
...................
ต่อจากนั้น พระอนุชาของเจ้าฟ้าไชยคือ เจ้าฟ้านารายณ์ ก็ยึดอำนาจและถอดเจ้าฟ้าไชยออกจากความเป็นกษัตริย์โดยสถาปนาพระอนุชาของพระเจ้าปราสาทอง คือ "พระศรีสุธรรมราชา" ขึ้นครองราชย์แทน
...................
แต่ในที่สุด แทบจะไม่ถึง 20 สัปดาห์ต่อมา เจ้าฟ้านารายณ์ซึ่งต่อมาคือสมเด็จพระนารายณ์ก็ได้ชิงราชสมบัติจากพระศรีสุธรรมราชาและสถาปนาพระองค์เองขึ้นเป็นกษัตริย์ในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2199 ด้วยพระชนมายุได้ 25 พรรษา
..................
หมายเหตุ:
สมเด็จพระนารายณ์สวรรคตเมื่อ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2231
รวมปีรัชกาลได้ 32 ปี (หรือ 31 ปี 9 เดือน กับอีก 2 วัน)
....................................
ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2231 พระนารายณ์ประชวรหนักใกล้สวรรคต ผู้มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ก็คือ พระอนุชา 2 พระองค์ คือ (1) เจ้าฟ้าอภัยทศ และ (2) เจ้าฟ้าน้อย และบุตรบุญธรรมอีกคนหนึ่ง คือ หม่อมปีย์ ส่วนพระเพทราชา ผู้ที่ได้ครองบัลลังก์จากการยึดอำนาจในเวลาต่อมานั้น มีความสัมพันธ์กับพระนารายณ์ในแง่ที่ว่า มารดาของพระองค์ได้เป็นแม่นมของพระนารายณ์ พระเพทราชากับพระนารายณ์ถูกเลี้ยงดูมาด้วยกัน พระเพทราชานั้นมีกำเนิดมาจากบ้านนอก คือ หมู่บ้านพลูหลวงในเมืองสุพรรณบุรี พระเพทราชาแสดงตัวออกมาชัดเจนว่าเป็นผู้นำขุนนางที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับคอนสแตนติน ฟอนคอน (พ.ศ. 2190-2231) ผู้ที่พระนารายณ์โปรดปราน
....................................
พระเพทราชา และลูกชาย (หลวงสรศักดิ์ ต่อมาคือ 'พระเจ้าเสือ' เกิดจากหญิงที่พระนารายณ์ยกให้พระเพทราชาเมื่อครั้งกลับจากตีเมืองเชียงใหม่) สมคบกับขุนนางชั้นผู้นำเกลี้ยกล่อมพระนารายณ์ซึ่งกำลังประชวรใกล้สวรรคตให้ตั้งพระเพทราชาเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ครั้นได้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนแล้ว พระเพทราชาจึงสังหารหม่อมปีย์บุตรบุญธรรมของพระนารายณ์ โดยอ้างว่าหม่อมปีย์เป็นผู้ทูลใส่ร้ายเจ้าฟ้าอภัยทศ และเจ้าฟ้าน้อยว่ามีส่วนพัวพันกับการกบฏของแขกมักสัน (พ.ศ.2229) ด้วยหวังจะได้ราชสมบัติ ต่อมาพระเพทราชาก็ได้จับกุมฟอลคอนในข้อหากบฏ และประหารชีวิตฟอลคอนทันทีในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2231 ตอน 4 ทุ่ม (เมื่อฟอลคอนถูกนำตัวไปประหารชีวิตนั้น เขามีอายุเพียง 40 ปี และได้รับตำแหน่งสมุหนายก เป็น 'ออกญาวิไชเยนทร์' ได้เพียง 7 เดือน)
....................................
เดือนต่อมาหลังจากที่พระนารายณ์สวรรคตในวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2231
หลวงสรศักดิ์ ก็สังหารเจ้าฟ้าอภัยทศและเจ้าฟ้าน้อย ขณะที่พระเพทราชาได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระนารายณ์
....................................
นอกจากหลวงสรศักดิ์แล้ว พระเพทราชาทรงมีราชโอรสอีก 2 องค์ ที่ประสูติแต่พระมเหสีทั้งสอง คือ (1) 'เจ้าพระขวัญ' และ (2) 'ตรัสน้อย' (บุตรของพระราชธิดาของพระนารายณ์) เมื่อพระเพทราชาประชวรในต้นปี พ.ศ. 2246 หลวงสรศักดิ์ เกรงว่าโอรสทั้งสองอาจจะได้ครองราชย์ต่อจากกษัตริย์แทนตนเองจึงรีบจัดการฆ่าพระขวัญเสีย
...................................
พระเพทราชาพิโรธอย่างมาก และตรัสจากในพระแท่นก่อนที่จะสวรรคตว่า ทรงยกราชบัลลังก์ให้หลานของพระองค์นามว่า 'เจ้าฟ้าพิชัยสุรินทร์' ขึ้นครองราชย์ต่อ แต่เจ้าฟ้าพระองค์นี้ไม่กล้าพอที่จะรับ จึงยกบัลลังก์ให้หลวงสรศักดิ์ซึ่งขึ้นครองราชย์แทน ทรงพระนามว่า 'พระสุริเยนทราธิบดี' แต่เป็นที่รู้จักกันดีในนามของ "พระเจ้าเสือ" ซึ่งพระนามนี้สะท้อนความโหดร้ายและความกระหายเลือดที่ได้ทรงกระทำมาตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมาเพื่อจะได้ขึ้นครองราชย์...เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
-เรียบเรียงจาก ประวัติศาสตร์ไทยฉบับสังเขป เขียนโดย David K. Wyatt-
................
ก่อนสมัยพระนารายณ์มีกษัตริย์ 3 พระองค์ ได้แก่
(1) พระเจ้าปราสาททอง (2) เจ้าฟ้าไชย และ (3) พระศรีสุธรรมราชา
................
พระเจ้าปราสาททอง หมายถึง พระมหากษัตริย์แห่งพระราชวังที่เป็นทอง ทรงครองราชย์ 27 ปี หลังจากพระองค์สวรรคต (สิงหาคม พ.ศ.2199) ได้เกิดการชิงอำนาจ
..................
ระหว่าง พ.ศ. 2171-72 ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ก็ได้มีการแย่งกันขึ้นครองราชย์ที่กรุงศรีอยุธยา "เจ้าฟ้าไชย" พระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าปราสาททอง ทรงนำทหารถืออาวุธเข้ายึดราชบัลลังก์ และขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเจ้าปราสาททอง
...................
ต่อจากนั้น พระอนุชาของเจ้าฟ้าไชยคือ เจ้าฟ้านารายณ์ ก็ยึดอำนาจและถอดเจ้าฟ้าไชยออกจากความเป็นกษัตริย์โดยสถาปนาพระอนุชาของพระเจ้าปราสาทอง คือ "พระศรีสุธรรมราชา" ขึ้นครองราชย์แทน
...................
แต่ในที่สุด แทบจะไม่ถึง 20 สัปดาห์ต่อมา เจ้าฟ้านารายณ์ซึ่งต่อมาคือสมเด็จพระนารายณ์ก็ได้ชิงราชสมบัติจากพระศรีสุธรรมราชาและสถาปนาพระองค์เองขึ้นเป็นกษัตริย์ในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2199 ด้วยพระชนมายุได้ 25 พรรษา
..................
หมายเหตุ:
สมเด็จพระนารายณ์สวรรคตเมื่อ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2231
รวมปีรัชกาลได้ 32 ปี (หรือ 31 ปี 9 เดือน กับอีก 2 วัน)
....................................
ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2231 พระนารายณ์ประชวรหนักใกล้สวรรคต ผู้มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ก็คือ พระอนุชา 2 พระองค์ คือ (1) เจ้าฟ้าอภัยทศ และ (2) เจ้าฟ้าน้อย และบุตรบุญธรรมอีกคนหนึ่ง คือ หม่อมปีย์ ส่วนพระเพทราชา ผู้ที่ได้ครองบัลลังก์จากการยึดอำนาจในเวลาต่อมานั้น มีความสัมพันธ์กับพระนารายณ์ในแง่ที่ว่า มารดาของพระองค์ได้เป็นแม่นมของพระนารายณ์ พระเพทราชากับพระนารายณ์ถูกเลี้ยงดูมาด้วยกัน พระเพทราชานั้นมีกำเนิดมาจากบ้านนอก คือ หมู่บ้านพลูหลวงในเมืองสุพรรณบุรี พระเพทราชาแสดงตัวออกมาชัดเจนว่าเป็นผู้นำขุนนางที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับคอนสแตนติน ฟอนคอน (พ.ศ. 2190-2231) ผู้ที่พระนารายณ์โปรดปราน
....................................
พระเพทราชา และลูกชาย (หลวงสรศักดิ์ ต่อมาคือ 'พระเจ้าเสือ' เกิดจากหญิงที่พระนารายณ์ยกให้พระเพทราชาเมื่อครั้งกลับจากตีเมืองเชียงใหม่) สมคบกับขุนนางชั้นผู้นำเกลี้ยกล่อมพระนารายณ์ซึ่งกำลังประชวรใกล้สวรรคตให้ตั้งพระเพทราชาเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ครั้นได้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนแล้ว พระเพทราชาจึงสังหารหม่อมปีย์บุตรบุญธรรมของพระนารายณ์ โดยอ้างว่าหม่อมปีย์เป็นผู้ทูลใส่ร้ายเจ้าฟ้าอภัยทศ และเจ้าฟ้าน้อยว่ามีส่วนพัวพันกับการกบฏของแขกมักสัน (พ.ศ.2229) ด้วยหวังจะได้ราชสมบัติ ต่อมาพระเพทราชาก็ได้จับกุมฟอลคอนในข้อหากบฏ และประหารชีวิตฟอลคอนทันทีในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2231 ตอน 4 ทุ่ม (เมื่อฟอลคอนถูกนำตัวไปประหารชีวิตนั้น เขามีอายุเพียง 40 ปี และได้รับตำแหน่งสมุหนายก เป็น 'ออกญาวิไชเยนทร์' ได้เพียง 7 เดือน)
....................................
เดือนต่อมาหลังจากที่พระนารายณ์สวรรคตในวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2231
หลวงสรศักดิ์ ก็สังหารเจ้าฟ้าอภัยทศและเจ้าฟ้าน้อย ขณะที่พระเพทราชาได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระนารายณ์
....................................
นอกจากหลวงสรศักดิ์แล้ว พระเพทราชาทรงมีราชโอรสอีก 2 องค์ ที่ประสูติแต่พระมเหสีทั้งสอง คือ (1) 'เจ้าพระขวัญ' และ (2) 'ตรัสน้อย' (บุตรของพระราชธิดาของพระนารายณ์) เมื่อพระเพทราชาประชวรในต้นปี พ.ศ. 2246 หลวงสรศักดิ์ เกรงว่าโอรสทั้งสองอาจจะได้ครองราชย์ต่อจากกษัตริย์แทนตนเองจึงรีบจัดการฆ่าพระขวัญเสีย
...................................
พระเพทราชาพิโรธอย่างมาก และตรัสจากในพระแท่นก่อนที่จะสวรรคตว่า ทรงยกราชบัลลังก์ให้หลานของพระองค์นามว่า 'เจ้าฟ้าพิชัยสุรินทร์' ขึ้นครองราชย์ต่อ แต่เจ้าฟ้าพระองค์นี้ไม่กล้าพอที่จะรับ จึงยกบัลลังก์ให้หลวงสรศักดิ์ซึ่งขึ้นครองราชย์แทน ทรงพระนามว่า 'พระสุริเยนทราธิบดี' แต่เป็นที่รู้จักกันดีในนามของ "พระเจ้าเสือ" ซึ่งพระนามนี้สะท้อนความโหดร้ายและความกระหายเลือดที่ได้ทรงกระทำมาตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมาเพื่อจะได้ขึ้นครองราชย์...เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
Wednesday, March 2, 2016
ประเทศที่น่าเศร้า
ผมตั้งชื่อหัวเรื่องบล็อกชิ้นนี้ของผมว่า 'ประเทศที่น่าเศร้า' ให้กับประเทศไทย ประเทศที่ผมเกิดแห่งนี้ ด้วยเหตุที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเตรียมสอนหนังสือให้กับนักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 รายวิชาสัมมนาฯ
เมื่อพูดถึงประเทศไทย ประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นับถึงปัจจุบันก็ผ่านกาลเวลาล่วงเข้า 84 ปีแล้ว เหลือเชื่อตรงนี้สถิติอันเลวร้ายบอกเราว่า:-
- เราเป็นประเทศที่มีสถิติการทำรัฐประหารมากที่สุดในอาเซียน นับได้มากถึง 18 ครั้ง
- เรื่่องรัฐประหารเรามีสถิติสูงมาเป็นอันดับที่ 4 ของโลก และเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวที่มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนอันดับที่ 1 - 3 ประเทศประเทศในแอฟริกา น่าอายยิ่งนัก
- รัฐประหารที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยเรามีมากถึง 12 ครั้ง ดูภาพด้านล่างนี้ประกอบเลยครับ
- ความเลวร้ายของการเมืองไทยมันเปรียบเหมือนกับวงจรอุบาทว์ (Vicious Circle Model of Thai Coup) ไม่ก้าวไปข้างหน้า แต่หมุนวนเป็นวงจร นั่นคือ
- รัฐประหาร (Coup) --> การปกครองโดยเผด็จการทหาร (Military Rule) --> จัดทำรัฐธรรมนูญ (จะ 20 ฉบับเข้าไปแล้ว) (Constitution) --> ปล่อยให้มีการเลือกตั้งแบบหลอกๆ (Election) --> เกิดกระบวนการทางรัฐสภา (Parliamentary Process) --> แล้วก็มีความขัดแย้ง (Conflict) --> เกิดแกนนำและชนชั้นกลางที่ไม่เอาประชาธิปไตยเคลื่อนขบวนสร้างเงื่อนไขให้เกิดวิกฤตจนรัฐบาลจากการเลือกตั้งเป็นอัมพาต (Crisis) --> ทหารอ้างเงื่อนไขวิกฤตทำตัวเป็นพระเอกขี่ม้าขาวเข้าระงับวิกฤตโดยการรัฐประหาร (Coup)
ถ้าหากนับถึงปัจจุบันก็หมุนวนเป็นวงจรอุบาทว์ได้ 12 รอบแล้ว (ดูภาพประกอบ)
- หากนำแนวคิดประชาธิปไตยแบบเสรี และประชาธิปไตยไร้เสรีมาอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองแบบไทยๆ หากพิจารณาตามภาพด้านล่างนี้ประกอบ ก็พอจะอธิบายได้ดังนี้
- การเมืองไทยสมัยรัฐบาลทักษิณ เรียกได้ว่าเป็น ประชาธิปไตยไร้เสรี เพราะผู้นำมาจากการเลือกตั้ง เราถือว่า เป็นประชาธิปไตย แต่ที่บอกว่าไร้เสรี ก็เพราะรัฐบาลทักษิณบริหารเกินเลยจากคำว่า "รัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด" (Limited Government) เห็นได้จากกรณีเหตุการณ์ตากใบ, กรณีสงครามปราบปรามยาเสพติด เส้นประชาธิปไตยจึงเป็นเส้นสีแดงออกไปทางประชาธิปไตยติดลบ แม้จะได้ชื่อว่ามาจากการเลือกตั้งก็ตาม
- การเมืองไทยสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งถือว่าเป็นประชาธิปไตย และมีเสรีเมื่อเปรียบกับสมัยทักษิณยังถือว่าดีกว่ามาก เส้นประชาธิปไตยเป็นเส้นสีเขียว จะออกไปทางเป็นประชาธิปไตยเชิงบวก แต่บริหารและเดินเกมส์การเมืองผิดพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นเรื่อง พรบ.นิรโทษกรรม แต่ยังไงก็ยังถือว่าเป็นประชาธิปไตยแบบเสรี เส้นสีเขียวก็จริง แต่อยู่ตรงโคนเส้น ไม่เหมือนกับประเทศประชาธิปไตยแบบก้าวหน้า (ประชาธิปไตยแบบเสรีเข้มข้นที่อยู่ตรงปลายเส้นสีเขียว) อย่างอังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ฟินแลนด์ นอร์เวย์ เดนมาร์ก เป็นต้น
- การเมืองไทยสมัยรัฐบาลสุรยุทธ์ และประยุทธ์ เป็นรัฐบาลแบบไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่เสรี ชนิดถอยหลังเข้าคลองเข้าสู่วงจรอุบาทว์ทางการเมือง หาใช่วงจรสวรรค์ไม่ ประเทศนี้จึงน่าเศร้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเห็นตัวเลขสถิติการทำรัฐบาลโดยทหารที่มากถึง 12 ครั้งก็ยิ่งเศร้าใจ
- ถามว่า แล้วแบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่เป็นเสรีคือประเทศไหน? ตอบได้เลยว่า คือ ประเทศจีน จีนไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตย แต่เปิดเสรีทางด้านเศรษฐกิจ (ไม่เสรีทางด้านการเมือง) เสรีทางด้านเศรษฐกิจของจีน เปรียบเสมือน 'นกอยู่ในกรง' เป็นเสรีภายใต้การกำกับของพรรคคอมมิวนิสต์ การขยายขอบเขตเสรีทางเศรษฐกิจ ก็คือ การขยายขอบเขตของกรง แต่จะไม่ทำลายกรง ไม่เหมือนกับประเทศอเมริกา หรือประเทศเสรีอื่นๆ
- อนึ่ง หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเรื่อง ประชาธิปไตย (Democracy) และเสรี (Liberal) นั้น พิจารณาได้ดังภาพด้านล้างนี้ประกอบก็จะเข้าใจได้ง่าย
Subscribe to:
Posts (Atom)







