Sunday, June 15, 2014

ระบอบเผด็จการ (Dictatorship)


 "ใครสนับสนุนระบอบนี้ (ระบอบเผด็จการ) ก็เป็นเพียงลูกสมุนเผด็จการดีๆ นี่เอง"
                             ...ขอให้คนที่อ่านกลับไปคิดเอาเองว่าคำกล่าวของผมข้างต้นนี้มันใช่หรือไม่?

เผด็จการที่ไหนๆ ก็อ้างว่าตัวเองปกครองแบบประชาธิปไตยกันทั้งนั้น




อ้างอิง
ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมศัพท์รัฐศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: อรุณการพิมพ์. หน้า 98.


     การรัฐประหาร 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ดูจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
ภายในประเทศมีการต่อต้านไม่รุนแรงนัก แต่แนวรบต่างประเทศถือว่าเหน็ดเหนื่อย

จะว่าไปแล้ว ความคิดของคนในสังคมไทยเราต่อการรัฐประหารครั้งนี้ แบ่งได้ 3 กลุ่ม

     1) กลุ่มหนึ่ง สนับสนุนเต็มที่ โดยกลุ่มนี้ร่วมสนับสนุนการชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ อันเป็นที่รู้กันดีว่า ก่อกระแสเพื่อเรียกให้ทหารออกมาปฏิวัติ ดังนั้น เมื่อ คสช. เข้ามายึดอำนาจจริงๆ ย่อมถือว่าประสบความสำเร็จในการชุมนุมประท้วงแล้ว และมีหน้าที่เชียร์ให้การตั้งรัฐบาลจากคณะทหารประสบความสำเร็จ ปกครองประเทศเพื่อจัดระเบียบก่อนสักปีสองปี

     2) กลุ่มที่สอง คือ นักประชาธิปไตย เต็มตัว ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงการเมืองนอกวิถีทาง แต่การเคลื่อนไหวในขณะนี้ ออกมาในแนวแฟลชม็อบ และใช้สัญลักษณ์เป็นแนวปัญญาชน ขณะที่กลุ่มนักวิชาการแสดงความเห็นผ่านข้อเขียนบทความ

     3) กลุ่มที่สาม ซึ่งน่าจะเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เห็นว่าสถานการณ์วันนี้ถึงทางตัน หากทหารจะอาสามาแก้ปัญหา ก็น่าจะปล่อยให้ทำไปก่อน แต่ก็เรียกร้องให้รีบเข้ามาจัดการและถอยออกไปเร็วที่สุดเพื่อจะได้กลับไปสู่ประชาธิปไตยในเร็ววัน

     ขณะที่ท่าทีของชาติมหาอำนาจ กลุ่มประเทศยุโรป ในฐานะโลกประชาธิปไตยพากันประกาศไม่ยอมรับการรัฐประหารในไทยอย่างชัดเจนและน่าจะมีผลเรื่องการลดความช่วยเหลือด้านต่างๆ ลงตามลำดับ

     นี่เอง ทำให้คนกลุ่มที่ 1) ซึ่งสนับสนุนการรัฐประหารสุดตัว พากันไม่พอใจสหรัฐ อีกทั้งคนส่วนนี้มักเป็นผู้มีแนวคิดเชิงอนุรักษนิยมทางการเมือง คือ เห็นด้วยที่สังคมควรอยู่กันอย่างสงบ มีการปกครองที่เข้มงวด ทุกคนควรยอมรับในกฎเหล็กของทหาร
กลุ่มนี้ยังมีอุดมการณ์ชาตินิยมขวาจัดอยู่แล้ว จึงปลุกประเด็นไทยไม่ใช่เมืองขึ้นของอเมริกาขึ้นมา เพื่อแสดงความไม่ยอมรับกับการกดดันจากสหรัฐและยุโรป

>>>ชกคาดเชือก, วงศ์ ตาวัน<<< ตำนานต้านอเมริกา, มติชนสุดสัปดาห์ (06/06/2557) น. 106

***อ่านข้อเขียนข้างต้นของวงศ์ ตาวันแล้วก็ได้รู้ว่า คนจำนวนมากยังอยู่ในโหมดแนวคิดเชิงอนุรักษ์นิยมทางการเมือง และมีอุดมการณ์ชาตินิยมขวาจัดอย่างไม่เสื่อมคลาย

Saturday, June 14, 2014

ระบบเลือกตั้งฟันทุจริตได้ดีกว่าระบบแต่งตั้ง


ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมคืออะไร


ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมคืออะไร อ่านฉบับเต็มได้ ที่นี่
แต่ถ้าจะให้กล่าวโดยย่ออย่างรวบรัด สรุปได้ว่า
ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมคือสิ่งที่ศาสตราจารย์ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล เห็นว่าเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมและของสถาบันพระมหากษัตริย์และชนชั้นนำของไทย ในการสถาปนาและรักษาสืบทอดโครงสร้างทางการเมืองและระเบียบทางสังคมแบบจารีตไว้ ซึ่งถ้ารับรู้และเข้าใจประวัติศาสตร์ไปตามโครงเรื่องหลักนี้แล้ว ก็จะนำไปสู่วัฒนธรรมทางการเมืองแบบรวมศูนย์อำนาจ การไม่ไว้ใจประชาชน การกดปราบความแตกต่างหลากหลาย และปิดกั้นความคิดอิสระหรือระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง (สมบัติ จันทรวงศ์, 2553: 25, เชิงอรรถที่ 45)

สิ่งที่ศาสตราจารย์ ดร.ธงชัย วินิจจะกูลต้องการเสนอก็คือไม่ได้ต้องการบอกว่าประวัติศาสตร์แบบนี้ผิดหรือถูกแต่ประการใดในสังคมไทย แต่เขาต้องการแสดงให้เห็นว่า แม้แต่ในงานประวัติศาสตร์ที่เราเชื่อว่าเป็นงานที่นำเสนอความเป็นจริงมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องมีกรอบในการเล่า แล้วมันส่งผลต่อการสร้างตัวตนหรืออัตลักษณ์ที่เป็นคนไทยไปอย่างไร


กิจกรรมดูภาพยนตร์ "ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ภาคที่ ๕ ยุทธหัตถี" ฟรี ใน ๑๖๐ โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๗ พันเอกวินธัย สุวารี รองโฆษก กองทัพบก มีคำอธิบายว่า
     ๑) เพื่อเป็นการคืนความสุขให้กับประชาชน
     ๒) เพื่อปลุกจิตสำนึกรักชาติ รักสถาบัน
     ๓) เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้ร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีร่วมกัน
     ขณที่ นางสาวปถมาภรณ์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขยายความว่า
     "หัวใจไม่ได้อยู่ที่หนังเท่านั้น แต่สิ่งที่สัมผัสได้คือความร่วมไม้ร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่ตั้งใจคืนความสุขให้กับคนไทย...ทุกคนร่วมแรงใจกันที่จะเดินไปข้างหน้าแล้ว ด้วยความเข้มแข็งของสองมือ สองขา และสมองคนไทย สร้างชาติ สร้างความสุข คืนรอยยิ้ม คืนหัวใจรักชาติให้คนไทยทุกคน"


อ้างอิง
สมบัติ จันทรวงศ์. 2553. ความแตกแยกของธรรมวิทยาแห่งพลเมืองกับมุมมองทางปรัชญาการเมือง: ข้อสังเกตเบื้องต้น. บทความพิเศษ เสนอในการประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 11 วันที่ 25-26 พฤศจิกายน 2553 ณ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. น.1-44.
         นพพร ประชากุล. 2552. มองหลากมุม โพสต์โมเดิร์น ยอกอักษร ย้อนความคิด. กรุงเทพฯ: อ่าน. น.486
         มติชนสุดสัปดาห์. (2557). ในประเทศ: มวลชนอัน 'งามตา' ใน มหา 'ยุทธหัตถี'. ฉบับประจำวันที่ 20-26 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 34 ฉบับที่ 1766, หน้า 12.

สาระสำคัญของวิธีการหาความรู้แนวหลังโครงสร้างนิยม

           
           นักคิดและปัญญาชนที่ให้กำเนิดสกุลความคิดแบบหลังโครงสร้าง แม้ว่าพวกเขาจะไม่ยอมรับการติดป้ายชื่อว่าเป็นพวกนักคิดแบบหลังโครงสร้าง แต่พวกเขาก็ได้รับการติดป้ายชื่อไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนใหญ่ของนักคิดที่โดดเด่นเป็นชาวฝรั่งเศส และเป็นผลผลิตอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองของฝรั่งเศสครั้งสำคัญ เมื่อปี พ.ศ. 1968 สมัยประธานาธิบดี ชาร์ล เดอร์โกลซึ่งปกครองแบบเผด็จการ 

           ช่วงเวลานั้นได้มีการชุมนุมประท้วงสำคัญๆ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งส่งผลต่อนักคิดนักวิชาการฝรั่งเศส และจากความไม่พอใจจากสภาพสังคมการเมืองที่เป็นอยู่นำไปสู่การสร้างผลงานวิชาการชิ้นสำคัญๆ ที่ปรับเปลี่ยน ภูมิสถาปัตยกรรมทางปัญญา ชนิดสะเทือนวงการ เพราะไปทะลายวิธีคิดแบบ อภิปรัชญาที่เชื่อในเรื่อง การดำรงอยู่/การมีอยู่(being) อันเป็นวิธีคิดแบบตัดข้ามเวลา/สถานที่ เช่น ความคิดในเรื่อง อดีต/ปัจจุบัน/อนาคตแต่นักคิดในแนวหลังโครงสร้างมีแนวคิดที่แตกต่างออกไปในหลายๆ ประเด็น
            ประการแรก สกุลความคิดแบบหลังโครงสร้างต้องการปะทะกับวิธีคิดแบบคู่ตรงข้าม (binary opposition) อันมีรากฐานมาจากความเชื่อในการมีอยู่ เป็นอยู่ และดำรงอยู่ นำไปสู่การคิดแบบคู่ตรงข้ามของสรรพสิ่งมากมาย เช่น สูง-ต่ำ, ข้างนอก-ข้างใน, คนนอก-คนใน, ในประเทศ-ต่างประเทศ, ตัวตน-ความเป็นอื่น, เอกลักษณ์-ความแตกต่าง, จริง-เท็จ, สำเนา- ต้นฉบับ, เรื่องส่วนตัว-เรื่องสาธารณะ รวมถึงรูปสัญญะและความหมายสัญญะในกรณีของภาษาศาสตร์เชิงโครงสร้างของ แฟรดิน็อง 
เดอโซร์ซู สำหรับนักคิดแนวหลังโครงสร้างแล้วนั้น วิธีคิดแบบคู่ตรงข้ามเป็นวิธีคิดของการเก็บกด/ปิดกั้นไม่มีพื้นที่ให้กับความเฉพาะเจาะจง
            ประการที่สอง ความคิดก็ดี ทฤษฎีก็ดี ตัววิชาความรู้ก็ดี วิชาการก็ดี ล้วนแล้วแต่ไม่ได้มีความเป็นกลางแต่อย่างใด หากทว่ามันยังมีอำนาจของความรู้อยู่เต็มไปหมด ดังคำพูดของ   มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault, ค.ศ. 1962-1984) นักปรัชญาและทฤษฎีสังคมสกุลความคิดหลังโครงสร้างผู้ลือชื่อในงาน การสอดส่องควบคุมและลงฑัณฑ์: กำเนิดคุก(1975) ที่ว่า
            จำต้องยืนยันว่าอำนาจก่อให้เกิดความรู้, ว่าอำนาจกับความรู้มีนัยเกี่ยวพันสืบเนื่องซึ่งกันและกันโดยตรง, ว่าไม่มีความสัมพันธ์ทางอำนาจใดๆ ที่ไม่ประกอบส่วนสร้างสาขาวิชาความรู้ที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันหนึ่งๆ ขึ้นมา, และในทางกลับกันก็ไม่มีความรู้ใดที่ไม่ตั้งอยู่บนสมมติฐานของหรือประกอบส่วนสร้างขึ้นซึ่งความสัมพันธ์ทางอำนาจด้วยในเวลาเดียวกัน  ในแง่นี้ ความรู้ก็คืออำนาจที่ได้รับการซักฟอกจนขาวสะอาดและมันก็ปรากฏออกมาในรูปที่ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องของอำนาจ
            ประการที่สาม สกุลความคิดแบบหลังโครงสร้างไม่มีการแยกระหว่าง “subject” กับ “object” และเห็นว่าการแยกเป็นเพียงเรื่องของการทำงานของภาษา ตัวอย่างเช่น มนุษย์เมื่อไปยืนกลางถนน มนุษย์ก็กลายเป็นเพียง วัตถุกีดขวางทางจราจรและหากมนุษย์ผู้เดียวกันนี้ไปร่วมกัน เผาบ้านเผาเมืองเขาก็จะกลายเป็น ผู้ก่อการร้าย”  ในแง่นี้ จะเห็นได้ว่าความเข้าใจของสกุลความคิดแบบหลังโครงสร้างเกี่ยวกับมนุษย์มันจึงเป็นเพียงรอยย่น/รอยยับของการรับรู้ของยุคสมัยหรือของหน้าประวัติศาสตร์เท่านั้น
            ประการที่สี่ สกุลความคิดแบบหลังโครงสร้างไม่เชื่อในจุดนิ่งๆ (fixpoint) ไม่เชื่อในจุดกำเนิด (origin) ปฏิเสธความจริง และเห็นว่าความจริงเป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้นมา และตั้งข้อสงสัยกับเรื่องเหล่านี้ อีกทั้งยังโต้แย้งว่าทั้งหมดนี้ก็แค่ผลผลิตที่มาจากความรู้ความเข้าใจแบบหนึ่งๆ ซึ่งเอาข้าจริงๆ แล้วก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นจริงเหนือกว่าความจริงแบบอื่นๆ ตรงไหน อย่างไร
สกุลความคิดแบบหลังโครงสร้างเชื่อในเรื่องของกระบวนการในการสร้างความหมาย สนใจกระบวนการในการสร้างความหมายในตัวบท (text) ผ่านกระบวนการในการทำงานของตัวบท อีกทั้งยังเป็นวิธีการศึกษาที่ไม่เชื่อในเรื่องของความลึกของตัวบทอย่างศาสตร์การตีความ แต่เชื่อว่าทุกอย่างปรากฏอยู่ที่ผิวหน้า (text as text) ที่แสดงออกมาในรูปของภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรม (discursive practice) เน้นเรื่องความเบา และการสลายเส้นแบ่งเพื่อตัดข้ามเส้นแบ่งใหม่ เช่น การศึกษาในแบบลักษณะคนไข้จิตเภทที่ไม่ติดกรอบกฎเกณฑ์ใดๆ
           ประการที่ห้า วิธีการหาความรู้แนวหลังโครงสร้างนิยมมุ่งสร้างผลกระทบเชิงตัวบท (textual effect) หมายความว่า ทุกครั้งที่เราอ่านตัวบทจบมันได้เปลี่ยนความรู้และการรับรู้ของตัวเราในลักษณะ ปะทะ(encounter) อย่างในงานศึกษาภาพยนตร์เล่มที่ 2 ของเดอเลิซ กล่าวคือ บังคับให้คนดูต้องคิดอย่างหนัก และเราจะกลายเป็นคนอื่นไปหลังจากดูจบ เรียกได้ว่า มันบังคับให้เราคิดถึงอย่างอื่น เกิดภาพในความคิดหรือ ภาพลักษณ์ของความคิด (the image of thought) อย่างการชมภาพยนตร์สงครามแล้วมีนัยประหวัดคิดไปถึงภาพของสันติภาพและสันติสุข เป็นต้น

ผู้ที่สนใจอยากค้นคว้าเพิ่มเติม หาอ่านได้จากบทความชิ้นนี้

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์. 2544. โพสท์โมเดิร์นคืออะไร: จากปฏิกิริยาแบบมาร์กซ์สู่การเมืองแบบปฏิบัตินิยม ทฤษฎีและความรู้ในยุคโลกาภวัตน์. กรุงเทพฯ: สถาบันวิถีทรรศน์. หน้า 169-170. 

Friday, June 13, 2014

เพื่อนก็ส่วนเพื่อน ความคิดก็ส่วนความคิด

ข้อเขียนนี้ ผมเขียนขึ้นจากสาเหตุของความอึดอัดนับตั้งแต่ถกเถียงกับเพื่อนๆ ในประเด็นทางการเมือง
โดยเพื่อนๆ เอาความเป็นเพื่อนมาปะปนกับความคิดที่เราถกเถียงกัน จนเพื่อนๆ ต่อว่าผมว่า "ทำไมถึงพูดแรงเกินไปกับเพื่อนได้ขนาดนั้น"

ผมอยากจะชี้แจงอีกครั้ง อันที่จริงก็ชี้แจงไปแล้วในเฟสบุ๊คส่วนตัว

ประเด็นของผมก็คือ

เพื่อนก็ส่วนเพื่อน ความคิดก็ส่วนความคิด ผมแยก 2 เรื่องนี้ออกจากกัน ไม่เอามาเกี่ยวกัน

เมื่อเราถกเถียงกันในประเด็นทางการเมืองในเรื่องใดๆ ก็แล้วแต่ ผมไม่เอาความเป็นเพื่อนมาปะปน

แต่ผมจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนั้นๆ อย่างตรงไปตรงมา ไม่สนหน้าอินทร์ หน้าพรหมใดๆ หรือว่าเป็นใคร
ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือชาย (ไม่สนว่าใครพูด แต่ดูว่าเขาพูดอะไรเป็นหลัก) ผมไม่เอาเรื่องนี้มาคำนึงถึง แต่สนใจที่ "วิธีคิด" และวิพากษ์วิจารณ์วิธีคิดหรือความคิดของเขาผู้นั้นเป็นหลัก ส่วนใครจะรู้สึกอย่างไรผมก็ไม่สนใจ ถ้าไม่เห็นด้วยก็ขอให้เถียงกลับมาด้วยเหตุด้วยผล ด้วยใจที่เปิดกว้าง (open mind) ผมพร้อมที่จะรับฟัง

แต่อย่าเอาความเป็นเพื่อน ความเป็นเพศหญิง หรือลักษณะความสัมพันธ์อย่างอื่นมาอ้างเพื่อลบล้างข้อถกเถียง

ถ้าแยก 2 เรื่องนี้ไม่ได้ หรือเอามาปะปนกันในการถกเถียง เรื่องมันจะจบลงชนิดที่ผิดใจกันเปล่าๆ

ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันก็จะเสียไป และผมไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น

จึงขอเรียนชี้แจงไว้ ณ ที่นี้

ไม่มีผลประโยชน์ใดในโลกนี้ที่บริสุทธิ์ปราศจากสิ่งแอบแฝง


"พูดน้อยก็ไม่ได้ พูดยาวก็ไม่ได้ ไม่อธิบายก็ไม่ได้ พูดไปแล้วก็หาจุดผิดของผมมาตี คนไทยเป็นอะไร สมองเสียไปข้างหนึ่ง หรืออย่างไร อันนี้โมโหจริง พยายามคิดและเหน็ดเหนื่อยกันทุกคน เพราะทำเพื่อบ้านเมือง จะผิดหรือถูก ผมรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวอยู่แล้ว และวันนี้ผมลาก ผบ.เหล่าทัพ มารับผิดชอบกับผมด้วยทั้งหมด แล้วถามว่า ผมได้อะไร ในเมื่อเงินก็ไม่อยากได้ อำนาจก็อยากใช้น้อยๆ และอยู่ก็ไม่นาน แค่ 10 วัน ผมก็เบื่อแล้ว"

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ผู้บัญชาการทหารบก 
ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ที่มา: 
ไทยรัฐออนไลน์. (13 มิถุนายน 2557). http://www.thairath.co.th/content/429350

















รวมข้อเขียนสั้นๆ ทางการเมืองและเรื่องทั่วไป



  • ณ จุดๆ นี้ (รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557)
    เผด็จการรัฐสภาดูเป็นเรื่องขี้หมาไปสิ้น
    เมื่อเทียบกับเผด็จการทหาร
    เพราะแบบแรก ยังอยู่ภายใต้การตรวจสอบและการวิพากษ์วิจารณ์ แต่แบบหลังตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ ห่าอะไรไม่ได้เลย
 vs 

  • "ผู้ใดควบคุมอดีต ผู้นั้นย่อมควบคุมอนาคต: ผู้ใดควบคุมปัจจุบัน ผู้นั้นคือผู้ควบคุมอดีต" - จอร์จ ออร์เวลล์, 1984

    คำถาม: แล้วตอนนี้ เมืองไทยใครกำลังควบคุมปัจจุบัน?
  • อย่าคิดว่า เผด็จการมีอยู่แบบเดียวเหมือนอย่างเกาหลีเหนือ สีรุ้งยังมีหลายเฉด เผด็จการก็เหมือนกัน
  • ความรุนแรงสามารถเกิดขึ้นจากการกระทำของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งมีได้ 3 ระดับ คือ 
    1) ระดับกายภาพ เช่น การทำร้าย การฆ่ากัน 
    2) ระดับโครงสร้าง และ 
    3) ระดับวัฒนธรรม 

    การยึดอำนาจจัดเป็นอยู่ในความรุนแรงระดับที่สองซึ่งกระทบสังคมโดยรวมอย่างร้ายกาจ เพราะทำให้การทำร้ายและการฆ่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฏหมาย การให้ความชอบธรรมกับการยึดอำนาจเป็นความรุนแรงระดับที่สาม ที่ทำให้ความรุนแรงระดับที่สองลงหลักมั่นคง
  • ประชาธิปไตยมีอยู่ด้วยกันอย่างน้อย 3 ระดับ คือ 
    ระดับชาติ 
    ระดับท้องถิ่น และ
    ระดับชีวิตประจำวันซึ่งเป็นเรื่องทางวัฒนธรรม

    หากเขายึดประชาธิปไตยระดับชาติและระดับท้องถิ่นไป
    ไยต้องให้เขายึดประชาธิปไตยในพื้นที่ระดับชีวิตประจำวันด้วยเล่า?
  • กาลครั้งหนึ่ง ผู้คนเคยเชื่อกันว่า โลกแบนเป็นเรื่องที่ถูกต้องเป็นสัจธรรม
    แล้วเราจะแน่ใจได้อย่างไร? ว่า 
    ครั้งนี้ การรัฐประหารยึดอำนาจเป็นสิ่งที่ถูกต้องเป็นสัจธรรมด้วยเช่นกัน
  • เสรีภาพ คือ 
    เสรีภาพที่จะพูดว่าสองบวกสองเป็นสี่ 
    ถ้าทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ อย่างอื่นจะตามมา
  • เสรีภาพ: ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก
  • จะเรียนจบปริญญาเอกหรือเรียนไม่จบก็ช่างเถิด มันก็แค่วุฒิ เป็นเรื่องสมมติของโลก แต่อย่าหยุดที่จะเปิดใจเรียนรู้ คนจำนวนมากแม้ไม่มีวุฒิปริญญาใดๆ แต่ความคิดยิ่งใหญ่กว่าปริญญาก็มีให้เห็นอยู่มากมายตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
  • คนที่ไม่เปิดใจเรียนรู้อะไรเลยก็คือคนที่ตายแล้วทั้งๆ ที่มีชีวิตอยู่
  • เป็นเรื่องธรรมดาในทุกๆ สังคมมนุษย์ที่ย่อมมีกระแสคิดอย่างน้อย 2 กระแสที่ขับเคี่ยวแข่งขันกัน นั่นคือ (1) กระแสหลัก เช่น อนุรักษนิยม และ (2) กระแสรอง เช่น เสรีนิยม

    แต่ก็ใช่ว่ากระแสหลักจะเป็นเรื่องที่ถูกเสมอไป และกระแสรองเป็นเรื่องที่ผิดตลอดกาล

    หลายกรณีในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ได้ชี้ให้เห็นมานักต่อนักแล้วว่

    กระแสหลักเป็นเรื่องที่ผิด ขณะที่กระแสรองเป็นเรื่องที่ถูก

    กระแสหลักที่ผู้คนสนับสนุนจำนวนมากต่างเคยเชื่อกันว่าโลกแบน, โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล พระอาทิตย์นั้นหมุนรอบโลก, พระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ ต่างได้รับการพิสูจน์จากพวกกระแสรอง (ซึ่งประกอบด้วยคนเพียงไม่กี่คน) แล้วว่าเป็นเรื่องที่ผิดทั้งเพ โลกไม่ได้แบน โลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล โลกต่างหากที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ และมนุษย์นั้นถือกำเนิดมาจากวานรอันเปล่าเปลือย

    พึงจดจำไว้เถิดว่า
    การถูกอกถูกใจของคนจำนวนมาก ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องเสมอไป
  • คำว่า free (อิสระ, ปลอด) คำคำนี้ยังคงมีอยู่ในสังคมไทยต่อไป แต่ใช้ได้เฉพาะในประโยค เช่น สุนัขตัวนี้ปลอดเห็บ หรือ สนามนี้ปลอดวัชพืช ทว่าจะใช้ในความหมายของ 'อิสระทางการเมือง' หรือ 'อิสระทางความคิด' อย่างที่เคยใช้ไม่ได้เสียแล้วอะนะ
  • "I was living in the Age of Enlightenment…the age itself was not enlightened." (ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ในยุคเรืองปัญญา...แต่ยุคดังกล่าวนี้เองกลับไม่รู้แจ้งทางปัญญาแต่อย่างใด) -- Immanuel Kant (ค.ศ. 1724-1804)